Powered By Blogger

phichitchai is my album

phichitchai is my album
ขอบพระคุณมากที่เปิดโอกาสให้ได้ใช้พื้นที่ออนไลน์ ได้ใช้เป็นบ้างแล้ว..

my style

my style
this picture is not happy

ค้นหาบล็อกนี้

หน้าเว็บ

บทความที่ได้รับความนิยม

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

บทความที่ได้รับความนิยม

Powered By Blogger

บทความที่ได้รับความนิยม

บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

วจีวิภาค ภาคที่ ๒ (นามศัพท์) คัดลอกจากพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระมหาสณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส

                    วันนี้ข้าพเจ้าขอนำเอาความรู้ภาษาบาลีมาเก็บไว้ในบล็อกส่วนตัวของข้าพเจ้า หากมีใครที่สามารถเจาะข้อมูลมาอ่านพบ เมื่อตรวจสอบแล้ว หากว่ามีข้อบกพร่อง หรือ คลาดเคลื่อนมาก ข้าพเจ้าขอยินดีตอบกลับตามที่อยู่อีเมลล์ที่ได้ให้เอาไว้เบื้องต้น  ข้าพเจ้าขอแทรกคำอธิบายเป็นช่วง ๆ ตามทัศนะของข้าพเจ้า ดังนี้
       ก่อนอื่นข้าพเจ้าขออกตัวก่อนว่า ข้าพเจ้าได้เสริม ตัว พยัญชนะ อ. (อันว่า) ละ ตัว ท. (ทั้งหลาย) แต่เพื่อให้ผู้ศึกษาเกิดความชิน เมื่อเวลาเขียน ละอ่านยกศัพท์โดยการแปลพยัญชนะ
                                                นาม (นามนาม)
นาม
หมายถึง  ชื่อ
ศัพท์ หมายถึง  เสียง หรือ ตัวหนังสือ (ที่มีความหมาย  ชัดเจนเป็นที่เข้าใจ)
นามศัพท์ หมายถึง  เสียง หรือ ตัวหนังสือ ที่บ่งถึงชื่อ   แบ่งเป็น 3  คือ
1.นามนาม       2.คุณนาม        3.สัพพนาม
1. นามนาม หมายถึง นามที่เป็นชื่อของคน, สัตว์, ที่, สิ่งของ   แบ่งออกเป็น 2  คือ
1.สาธารณนาม หมายถึง นามที่ทั่วไปแก่คน, สัตว์, สถานที่   เช่น  มนุสฺโส  อ. มนุษย์ติรจฺฉาโน  อ. สัตว์ดิรัจฉาน,   นครํ  อ. เมือง   เป็นต้น
2.อสาธารณนาม หมายถึง นามที่ไม่ทั่วไปแก่สิ่งอื่น  เช่น  ทีฆาวุ  กุมาโร   อ. กุมารชื่อทีฆาวุเอราวโณ  หตฺถี  อ. ช้างชื่อเอราวัณสาวตฺถี ธานี อ.เมืองชื่อสาวัตถี   เป็นต้น
2. คุณนาม หมายถึง นามที่แสดงลักษณะของนามนาม สำหรับหมายให้รู้ว่า นามนามนั้น  ดีหรือชั่ว เป็นต้น  แบ่งเป็น 3 ชั้น  คือ
1.ชั้นปกติ      2.ชั้นวิเสส         3.ชั้นอติวิเสส
3. สัพพนาม หมายถึง นามที่ใช้แทนนามนามที่ออกชื่อมาแล้ว เพื่อไม่ให้ซ้ำซาก  ซึ่งไม่เพราะหู แบ่งเป็น 2 คือ
1.ปุริสสัพพนาม    2.วิเสสนสัพพนาม
นามศัพท์ 3 อย่างนี้  นามนามเป็นประธาน คุณนามและสัพพนามเป็นบริวาร  
เพราะเมื่อมีนามนามแล้ว คุณนามและสัพพนามจึงมีได้    เพราะฉะนั้น นามนามจึงสำคัญที่สุด
นามศัพท์ (คือ นามนาม คุณนาม และสัพพนาม)  มีส่วนประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ1.ลิงค์      2.วจนะ      3.วิภัตติ
ลิงค์
ลิงค์ แปลว่า เพศ   คือคำพูดที่บ่งเพศของนามนาม
ลิงค์แบ่งเป็น 3  คือ
1.ปุ ํลิงค์ เพศชาย      2.อิตถีลิงค์  เพศหญิง     3.นปุ ํสกลิงค์    ไม่ใช่เพศชาย มิใช่เพศหญิง
ลิงค์ของนามนาม
1.เป็นลิงค์เดียว คือศัพท์เดียว เป็นได้ลิงค์เดียว  เช่น  ปุริโส  อ. บุรุษ  เป็นปุ ํลิงค์ได้อย่างเดียว,   อิตฺถี  อ. หญิง  เป็นอิตถีลิงค์ได้อย่างเดียวกุลํ อ. ตระกูล เป็นนปุ ํสกลิงค์ได้อย่างเดียว  เป็นต้น
2.เป็น 2 ลิงค์ (ทวิลิงค์)
ศัพท์เดียว มีรูปอย่างเดียว เป็นได้ 2 ลิงค์   เช่น  อกฺขโร อกฺขรํ  อ. อักขระ
มโน  มนํ  อ. ใจ  เป็นต้น
นามนามมีมูลศัพท์อย่างเดียว เปลี่ยนสระที่สุดศัพท์เป็นเครื่องหมายให้ต่างลิงค์กัน (ลง อา อี อินี ปัจจัย เครื่องหมายอิตถีลิงค์)   เช่น  ราชา (ปุ ํ.) อ. พระราชา  ราชินี (อิตฺ)อ. ราชินี  อุปาสโก (ปุ ํ.), อ. อุบาสก  อุปาสิกา (อิตฺ.)อ. อุบาสิกา   เป็นต้น
ลิงค์ของคุณนามและสัพพนาม
คุณนามและสัพพนามเป็นได้ทั้ง 3 ลิงค์ (แล้วแต่นามนามที่เป็นประธาน)
ลิงค์แบ่งเป็น 2 ลักษณะ
1.จัดตามกำเนิด  คือ จัดลิงค์ให้ตรงตามกำเนิดเดิมของนามนั้น   เช่น
ปุริโส    อ.บุรุษ    กำเนิดเป็นปุ ํลิงค์    จัดให้เป็นปุ ํลิงค์
อิตฺถี     อ.หญิง    กำเนิดเป็นอิตถีลิงค์    จัดให้เป็นอิตถีลิงค์
จิตฺตํ     อ.จิต       กำเนิดเป็นนปุ ํสกลิงค์    จัดให้เป็นนปุ ํสกลิงค์
2.จัดตามสมมติ คือ จัดลิงค์ตามสมมติของภาษา  ไม่ตรงตามกำเนิดเดิมของนามนามนั้น    เช่น
ทาโร   อ. เมีย    กำเนิดเป็นอิตถีลิงค์    สมมุติให้เป็นปุ ํลิงค์
ปเทโส  อ. ประเทศ    กำเนิดเป็นนปุ ํสกลิงค์    สมมุติให้เป็นปุ ํลิงค์
ภูมิ       อ.แผ่นดิน    กำเนิดเป็นนปุ ํสกลิงค์    สมมุติให้เป็นอิตถีลิงค์   เป็นต้น
วจนะ
วจนะ คือ คำพูดบอกจำนวน (ให้ทราบว่าน้อยหรือมาก)   แบ่งเป็น 2 คือ
1.เอกวจนะ  คำพูดสำหรับออกชื่อของสิ่งเดียว    เช่น ปุริโส  อ. ชาย (คนเดียว)
2.พหุวจนะ  คำพูดสำหรับออกชื่อของมากกว่าสิ่งเดียว คือตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป เช่น
ปุริสา อ.ชาย ท. หลายคน
วิภัตติ
วิภัตติ  คือสิ่งที่ใช้แจกศัพท์ให้มีรูปต่างๆ  เพื่อให้มีเนื้อความเชื่อมต่อกับคำอื่นๆ ในประโยค

วิภัตตินั้นมี 14 ตัว แบ่งเป็น เอกวจนะ 7   พหุวจนะ 7  ดังนี้
    เอกวจนะ                                                         พหุวจนะ
ปฐมา ที่ 1 สิ                                                            โย
ทุติยา ที่ 2 อํ                                                             โย
ตติยา ที่ 3 นา                                                            หิ
จตุตฺถี ที่ 4 ส                                                              นํ
ปญฺจมี ที่ 5 สฺมา                                                         หิ
ฉฏฺฐี ที่ 6 ส                                                                นํ
สตฺตมี ที่ 7 สฺมึ                                                            สุ
(อาลปนะ   สิ โ                                                            ย)

นามศัพท์ เมื่อประกอบวิภัตติแล้ว ก็มีความหมายต่อเนื่องกับคำอื่นได้  
คำที่เชื่อมต่อความหมายของศัพท์ เรียกว่า อายตนิบาต (ตรงกับบุพบทในภาษาไทย)    อายตนิบาต มีดังนี้
  วิภัตติฝ่ายเอกวจนะ                                              วิภัตติฝ่ายพหุวจนะ
ปฐมา อ. (อันว่า)                                                      อ. - ท. (อันว่า..ทั้งหลาย)
ทุติยา ซึ่ง, สู่, ยัง, สิ้น, ตลอด, กะ, เฉพาะ.                   ซึ่ง-ท., ..... เฉพาะ-ท.
ตติยา ด้วย, โดย, อัน, ตาม, เพราะ, มี, ด้วยทั้ง.            ด้วย-ท., ..... ด้วยทั้ง-ท.
  วิภัตติฝ่ายเอกวจนะ                                        วิภัตติฝ่ายพหุวจนะ
จตุตฺถี แก่, เพื่อ, ต่อ.                                                      แก่-ท., ...... ต่อ-ท.
ปญฺจมี แต่, จาก, กว่า, เหตุ.                                           แต่-ท., ...... เหตุ-ท.
ฉฏฺฐี แห่ง, ของ, เมื่อ.                                                      แห่ง-ท., ...... เมื่อ-ท.
สตฺตมี ใน, ใกล้, ที่, ครั้นเมื่อ, ในเพราะ เหนือ, บน, ณ       ใน-ท., ...... บน-ท.,ณ-ท.
อาลปนะ แน่ะ, ดูก่อน, ข้าแต่.                                          แน่ะ-ท.,.... ข้าแต่-ท.
ปฐมาวิภัตติ และอาลปนวิภัตติ ไม่มีสำเนียงอายตนิบาต  แต่ใช้คำว่า อันว่าและ แน่ะ ดูก่อน ข้าแต่แทน ตามลำดับ เพื่อเป็นเครื่องสังเกตวิภัตติ
ปฐมาวิภัตติ  แบ่งเป็น  2  คือ
1.เป็นประธาน
เป็นประธานในประโยคที่ไม่มีกิริยาคุมพากย์ เรียกว่า ลิงฺคตฺถ  เช่น 
มหาป
ฺโอานนฺโท  อ.พระอานนท์ ผู้มีปัญญามาก
เป็นประธานในประโยคที่มีกิริยาคุมพากย์ เรียกว่า สยกตฺตา  เช่น 
อานนฺโท   ธมฺมํ   เทเสติ  อ.พระอานนท์   ย่อมแสดง   ซึ่งธรรม
2.เป็นอาลปนะ คำสำหรับร้องเรียก  อาลปนวิภัตติ ไม่มีวิภัตติเป็นของตนเอง แต่ยืมปฐมาวิภัตติมาใช้
การันต์
การันต์ คือ สระที่สุดแห่งศัพท์    โดยย่อมี 6  คือ  อ  อา  อิ  อี  อุ  อู   
โดยพิสดารมี 13  คือ  (โดยจัดแบ่งเข้าในลิงค์ทั้งสาม ดังนี้)

ในปุงลิงค์  มีการันต์ 5  คือ อ อิ อี อุ อู
ในอิตถีลิงค์ มีการันต์ 5  คือ อา อิ อี อุ อู
ในนปุงสกลิงค์ มีการันต์ 3  คือ อ อิ   อุ  
วิธีแจกนามนาม (ด้วยวิภัตติ)
วิภัตตินั้น แจกตามการันต์และลิงค์ (วิภัตติ วจนะ)   ศัพท์ที่การันต์และลิงค์เหมือนกัน ให้แจกเป็นแบบเดียวกัน   เช่น ปุริส  อาจริย  ปณฺฑิต  เป็น อ การันต์ ปุ ํลิงค์ เช่นเดียวกัน  ให้แจกตามแบบ อ การันต์ ปุ ํลิงค์ (ในแบบ ปุริส ศัพท์ ทุกหมวดวิภัตตินาม)
               (ดู แบบแจกนามนามใน 3 ลิงค์ และตัวอย่างนามนาม เพิ่มเติม)

กติปยศัพท์
กติปยศัพท์ หมายถึง ศัพท์จำนวนเล็กน้อย  มีวิธีแจกเป็นของตนเองโดยเฉพาะ  ไม่มีวิธีแจกทั่วไปเหมือนกับศัพท์เหล่าอื่น 
บางศัพท์เป็นลิงค์เดียว เช่น อตฺต พฺรหฺม  บางศัพท์เป็น 2 ลิงค์ คือเป็นปุ ํลิงค์และอิตถีลิงค์บ้าง เป็นปุ ํลิงค์และ นปุ ํสกลิงค์บ้าง  
เช่น  ราช ศัพท์ เป็น ปุ ํลิงค์ มีวิธีแจกเฉพาะตัว คือแจกไม่เหมือนกับ อ การันต์ ใน ปุ ํลิงค์ทั่วไป   ส่วนในอิตถีลิงค์ มีรูปเป็น ราชินี  แจกตามแบบ อี การันต์  ในอิตถีลิงค์
( ดู แบบแจกกติปยศัพท์ เช่น อตฺต  เป็นแบบอย่าง )
กติปยศัพท์ มี 12 ศัพท์ คือ