Powered By Blogger

phichitchai is my album

phichitchai is my album
ขอบพระคุณมากที่เปิดโอกาสให้ได้ใช้พื้นที่ออนไลน์ ได้ใช้เป็นบ้างแล้ว..

my style

my style
this picture is not happy

ค้นหาบล็อกนี้

หน้าเว็บ

บทความที่ได้รับความนิยม

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

บทความที่ได้รับความนิยม

Powered By Blogger

บทความที่ได้รับความนิยม

บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

www.phichitchai.com
           วันนี้ ขอนำเอาความรู้เกี่ยวกับพระอภิธรรมปิฎก มาเผยแผ่

ความหมายของ พระอภิธรรมปิฎก

               พระอภิธรรมปิฎก ประมวลพระพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรม คือ หลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ 


(เรียกย่อหรือหัวใจว่า สํ วิ ธา ปุ ก ย ป) คือ

๑. สังคณี หรือ ธัมมสังคณี รวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายทีละประเภท ๆ
๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำคัญ ๆ ขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบายชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด
๓. ธาตุกถา สงเคราะห์ข้อธรรมต่าง ๆ เข้าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ
๔. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมายของบุคคลประเภทต่างๆ ตามคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลนั้นๆ
๕. กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓
๖. ยมก ยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบ โดยตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ
๗. ปัฏฐาน หรือ มหาปกรณ์ อธิบายปัจจัย๒๔ แสดงความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันแห่งธรรมทั้งหลายโดยพิสดาร
ค. พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เล่ม
เล่ม ๓๔ ธัมมสังคณี ต้นเล่มแสดง มาติกา (แม่บท) อันได้แก่บทสรุปแห่งธรรมทั้งหลายที่จัดเป็นชุดๆ มีทั้งชุด ๓
เช่น จัดทุกสิ่งทุกอย่างประดามีเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากฤตธรรม ชุดหนึ่ง เป็นอดีตธรรม อนาคตธรรม
ปัจจุบันธรรม ชุดหนึ่ง ฯลฯ  และชุด ๒ เช่น จัดทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสังขตธรรม อสังขตธรรม ชุดหนึ่ง รูปีธรรม
อรูปีธรรม ชุดหนึ่ง โลกียธรรม โลกุตตรธรรม ชุดหนึ่งเป็นต้น รวมทั้งหมดมี ๑๖๔ ชุด หรือ ๑๖๔ มาติกา จากนั้น
ขยายความมาติกาที่ ๑ เป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นกุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากฤตธรรมที่กระจายออกไปโดย
จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ท้ายเล่มมีอีก ๒ บท แสดงคำอธิบายย่อหรือคำจำกัดความข้อธรรมทั้งหลายในมาติกาที่
กล่าวถึงข้างต้นจนครบ ๑๖๔ มาติกา ได้คำจำกัดความข้อธรรมใน ๒ บท เป็น ๒ แบบ (แต่บทท้ายจำกัดความไว้
เพียง ๑๒๒ มาติกา)
เล่ม ๓๕ วิภังค์ ยกหลักธรรมสำคัญ ๆ ขึ้นมาแจกแจงแยกแยะอธิบายกระจายออกให้เห็นทุกแง่จนชัดเจนจบไปเป็น
เรื่องๆ รวมอธิบายทั้งหมด ๑๘ เรื่อง คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘อริยสัจจ์ ๔ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท
สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ฌาน อัปปมัญญา ศีล ๕ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณ
ประเภทต่าง ๆ และเบ็ดเตล็ดว่าด้วยอกุศลธรรมต่างๆ อธิบายเรื่องใด ก็เรียกว่าวิภังค์ของเรื่องนั้นๆ เช่นอธิบายขันธ์
๕ ก็เรียกขันธวิภังค์ เป็นต้น รวมมี ๑๘ วิภังค์
เล่ม ๓๖ ธาตุกถา นำข้อธรรมในมาติกาทั้งหลายและข้อธรรมอื่นๆ อีก ๑๒๕ อย่าง มาจัดเข้าในขันธ์ ๕ อายตนะ
๑๒ และธาตุ ๑๘ ว่าข้อใดได้หรือไม่ได้ในอย่างไหนๆ และปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมายของชื่อที่ใช้เรียกบุคคล
ต่างๆ ตามคุณธรรม เช่นว่า โสดาบันได้แก่ บุคคลผู้ละสังโยชน์๓ ได้แล้ว ดังนี้เป็นต้น
เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ คัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานการสังคายนาครั้งที่ ๓ เรียบเรียงขึ้น เพื่อ
แก้ความเห็นผิดของนิกายต่างๆ ในพระพุทธศาสนาครั้งนั้น ซึ่งได้แตกแยกกันออกแล้วถึง ๑๘ นิกาย เช่นความเห็น
ว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการเกิดได้ ทุกอย่างเกิดจากกรรมเป็นต้น ประพันธ์
เป็นคำปุจฉาวิสัชนา มีทั้งหมด ๒๑๙ กถา
เล่ม ๓๘ ยมก ภาค ๑ คัมภีร์อธิบายหลักธรรมสำคัญให้เห็นความหมายและขอบเขตอย่างชัดเจน และทดสอบความ
รู้อย่างลึกซึ้ง ด้วยวิธีตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ (ยมก แปลว่า คู่) เช่นถามว่า ธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศล เป็นกุศลมูล หรือ
ว่าธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศลมูล เป็นกุศล, รูป (ทั้งหมด) เป็นรูปขันธ์ หรือว่ารูปขันธ์(ทั้งหมด) เป็นรูป, ทุกข์ (ทั้งหมด)
เป็นทุกขสัจจ์ หรือว่าทุกขสัจจ์ (ทั้งหมด) เป็นทุกข์ หลักธรรมที่นำมาอธิบายในเล่มนี้มี ๗ คือ มูล (เช่นกุศลมูล) ขันธ์
อายตนะ ธาตุ สัจจะ สังขาร อนุสัย ถามตอบอธิบายเรื่องใด ก็เรียกว่ายมกของเรื่องนั้นๆ เช่น มูลยมก ขันธยมก เป็นต้น
เล่มนี้จึงมี ๗ ยมก
เล่ม ๓๙ ยมก ภาค ๒ ถามตอบอธิบายหลักธรรมเพิ่มเติมจากภาค ๑ อีก ๓ เรื่อง คือ จิตตยมก ธรรมยมก
(กุศล-อกุศล-อัพยากตธรรม) อินทรียยมก บรรจบเป็น ๑๐ ยมก
เล่ม ๔๐ ปัฏฐาน ภาค ๑ คัมภีร์ปัฏฐานอธิบายปัจจัย ๒๔ โดยพิสดาร แสดงความสัมพันธ์อิงอาศัยเป็นปัจจัยแก่กัน
แห่งธรรมทั้งหลายในแง่ด้านต่างๆ ธรรมที่นำมาอธิบายก็คือข้อธรรมที่มีในมาติกาคือแม่บทหรือบทสรุปธรรม ซึ่ง
กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์สังคณีนั่นเอง แต่อธิบายเฉพาะ ๑๒๒ มาติกาแรกที่เรียกว่า อภิธรรมมาติกา ปัฏฐานเล่มแรกนี้
อธิบายความหมายของปัจจัย ๒๔ เป็นการปูพื้นความเข้าใจเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่เนื้อหาของเล่ม คือ อนุโลม
ติกปัฏฐาน อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) โดยปัจจัย ๒๔ นั้น เช่นว่า
กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย (เพราะศรัทธา จึงให้ทาน จึงสมาทานศีล จึงบำเพ็ญฌาน จึง
เจริญวิปัสสนา ฯลฯ) กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย (คิดถึงทานที่ตนได้ให้ ศีลที่ได้รักษาแล้ว
ดีใจ ยึดเป็นอารมณ์แน่นหนาจนเกิดราคะ ทิฏฐิ, มีศรัทธา มีศีล มีปัญญา แล้วเกิดมานะว่า ฉันดีกว่า เก่งกว่า หรือเกิด
ทิฏฐิว่า ต้องทำอย่างเรานี้เท่านั้นจึงถูกต้อง ฯลฯ) อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย (เพราะความ
อยากบางอย่าง หรือเพราะมานะหรือทิฏฐิ จึงให้ทาน จึงรักษาศีล จึงทำฌานให้เกิด ฯลฯ) กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่
อกุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย (คิดถึงฌานที่ตนเคยได้แต่มาเสื่อมไปเสียแล้ว เกิดความโทมนัส ฯลฯ) อย่างนี้เป็นต้น
(เล่มนี้อธิบายแต่ในเชิงอนุโลมคือตามนัยปกติไม่อธิบายตามนัยปฏิเสธจึงเรียกว่าอนุโลมปัฏฐาน)
เล่ม ๔๑ ปัฏฐาน ภาค ๒ อนุโลมติกปัฏฐาน ต่อ คือ อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทชุด ๓
ต่อจากเล่ม ๔๐ เช่น อดีตธรรมเป็นปัจจัยแก่ปัจจุบันธรรม โดยอารัมมณปัจจัย (พิจารณารูปเสียงเป็นต้น ที่ดับเป็น
อดีตไปแล้วว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดความโทมนัสขึ้น ฯลฯ) เป็นต้น
เล่ม ๔๒ ปัฏฐาน ภาค ๓ อนุโลมทุกปัฏฐาน อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทชุด ๒ (ทุกมา
ติกา) เช่น โลกียธรรมเป็นปัจจัยแก่โลกียธรรม โดยอารัมมณปัจจัย (รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ) ดังนี้
เป็นต้น
เล่ม ๔๓ ปัฏฐาน ภาค ๔ อนุโลมทุกปัฏฐาน ต่อ
เล่ม ๔๔ ปัฏฐาน ภาค ๕ ยังเป็นอนุโลมปัฏฐาน แต่อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทต่างๆ
ข้ามชุดกันไปมา ประกอบด้วย
อนุโลมทุกติกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา) กับธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) เช่น อธิบาย "กุศล
ธรรมที่เป็นโลกุตตรธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ที่เป็นโลกียธรรม โดยอธิปติปัจจัย" เป็นอย่างไร เป็นต้น
อนุโลมติกทุกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) กับธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา)
อนุโลมติกติกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) กับธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) โยงระหว่างต่างชุด
กัน เช่นอธิบายว่า "กุศลธรรมที่เป็นอดีตธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมที่เป็นปัจจุบันธรรม" เป็นอย่างไร เป็นต้น
อนุโลมทุกทุกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา) กับธรรมในบทชุด ๒ (ทุกมาติกา) โยงระหว่างต่างชุดกัน
เช่นชุดโลกียะ โลกุตตระ กับชุดสังขตะอสังขตะ เป็นต้น
เล่ม ๔๕ ปัฏฐาน ภาค ๖ เป็นปัจจนียปัฏฐาน คืออธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายอย่างเล่มก่อนๆ นั่น
เอง แต่อธิบายแง่ปฏิเสธ แยกเป็น ปัจจนียปัฏฐาน คือ ปฏิเสธ+ปฏิเสธ เช่นว่า ธรรมที่ไม่ใช่กุศล อาศัยธรรมที่ไม่ใช่
กุศลเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน คือ อนุโลม+ปฏิเสธ เช่นว่า อาศัยโลกิยธรรม ธรรมที่
ไม่ใช่โลกุตตรธรรมเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน คือ ปฏิเสธ+อนุโลม เช่นว่า อาศัยธรรม  ที่ไม่ใช่กุศลธรรมที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น โดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร และในทั้ง ๓ แบบนี้ แต่ละแบบ จะอธิบายโดยใช้ธรรมในแม่บทชุด ๓ แล้วต่อด้วยชุด ๒ แล้วข้ามชุดระหว่างชุด ๒ กับชุด ๓  ชุด ๓ กับชุด ๒  ชุด ๓ กับชุด ๓   ชุด ๒ กับชุด ๒ จนครบทั้งหมดเหมือนกัน ดังนั้นแต่ละแบบจึงแยกซอยละเอียดออกไปเป็น ติก ทุก ทุกติก ติกทุก
ติกติก ทุกทุก ตามลำดับ (เขียนให้เต็มเป็น ปัจจนียติกปัฏฐาน ปัจจนียทุกปัฏฐาน ปัจจนียทุกติกปัฏฐาน ฯลฯ ดังนี้เรื่อยไป จนถึงท้ายสุดคือ ปัจจนียานุโลมทุกทุกปัฏฐาน)     คัมภีร์ปัฏฐานนี้ ท่านอธิบายค่อนข้างละเอียดเฉพาะเล่มต้นๆ เท่านั้นเล่มหลังๆ ท่านแสดงไว้แต่หัวข้อหรือแนว   และทิ้งไว้ให้ผู้เข้าใจแนวนั้นแล้วเอาไปแจกแจงโดยพิสดารเอง โดยเฉพาะเล่มสุดท้ายคือภาค ๖ แสดงไว้ย่นย่อที่สุด
แม้กระนั้นก็ยังเป็นหนังสือถึง ๖ เล่ม หรือ ๓,๓๒๐ หน้ากระดาษพิมพ์ ถ้าอธิบายโดยพิสดารทั้งหมดจะเป็นเล่มหนังสืออีกจำนวนมากมายหลายเท่าตัว ท่านจึงเรียกปัฏฐานอีกชื่อหนึ่งว่า "มหาปกรณ์" แปลว่า ตำราใหญ่ ใหญ่ทั้งโดยขนาดและโดยความสำคัญ     พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า พระไตรปิฎกมีเนื้อความทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก
๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์          อภิธัมมปิฎก ย่อแห่งอภิธัมมปิฎกมี  ๗   คือ  สังวิ,  ธาปุ,  , ,  ,   ดังต่อไปนี้ -      ๑. สัง = สังคณี ว่าด้วยการรวมหมู่ธรรมะ คือธรรมะแม้จะมีมากเท่าไร ก็อาจรวมหรือจัดเป็นประเภท ๆ ได้เพียงไม่เกิน ๓ อย่าง
    ๒. วิ = วิภังค์ ว่าด้วยการแยกธรรมะออกเป็นข้อ ๆ เช่น เป็นขันธ์   ๕ เป็น เป็นต้น ทั้งสังคณีและวิภังค์นี้ เทียบด้วยคำว่าสังเคราะห์ ( Synthesis ) และวิเคราะห์ ( Analysis ) ในวิทยาศาสตร์ เป็นแต่เนื้อหาในทางศาสนากับทางวิทยาศาสตร์ มุ่งไปคนละทาง คงลงกันได้ไนหลักการว่า ควรเรียนรู้ทั้งในทางรวมกลุ่มและแยกกลุ่ม เช่น รถคันหนึ่งควรรู้ทั้งการประกอบเข้าเป็นคันรถ และแยกส่วนต่าง ๆ ออกฉะนั้น
  ๓. ธา = ธาตุถกา ว่าด้วยธาตุ คือธรรมะทุกอย่าง อาจจัดเป็นประเภทได้โดย ธาตุ อย่างไร
   ๔. ปุ = ปุคคลบัญญัติ ว่าด้วยบัญญัติ ๖ ประการ เช่น บัญญัติขันธ์ บัญญัติอายตนะ จนถึงบัญญัติเรื่องบุคคล พร้อมทั้งแจกรายละเอียดเรื่องบัญญัติบุคคลต่าง ๆ ออกไป
   ๕. ก = กถาวัตถุ ว่าด้วยคำถาม คำตอบ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (เพราะอรรถกถาจารย์กล่าวว่า เป็นคำถาม ๕๐๐ คำตอบ ๕๐๐ แต่ตัวเลข ๕๐๐ นี้ อาจหมายเพียงว่าหลายร้อย เพราะเท่าที่นับกันดูแล้ว ได้คำถาม คำตอบ อย่างละ ๒๑๙ ช้อ)
   ๖. ย = ยมก ว่าด้วยธรรมเป็นคู่ ๆ บางทีจัดคู่ก็มีลักษณะเป็นตรรกวิทยา ซึ่งจะได้กล่าวถึงใน ๓ ภาค ย่อความแห่งพระไตรปิฎก
  ๗. ป = ปัฏฐาน ว่าด้วยปัจจัย คือสนับสนุน ๒๔ ประการ หัวใจย่อแห่งพระไตรปิฎก คือ อา ปา ม จุ ป ที ม สัง อัง ขุ สัง วิ ธา ปุ ก ย ป
    ลำดับชั้นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา    แม้ว่าพระไตรปิฎกจะนับว่าเป็นคัมภีร์สำคัญ และเป็นหลักฐานทางพระพุทธศาสนา แต่ก็มีคัมภีร์อื่นอีกที่เกี่ยวข้องด้วย จึงควรทราบลำดับชั้นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไว้ดังต่อไปนี้ -
   ๑. พระไตรปิฎก เป็นหลักฐานขั้น ๑ เรียกว่าบาลี
  ๒. คำอธิบายพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานขั้น ๒ เรียกว่าอรรถกถา หรือวัณณนา
   ๓. คำอธิบายอรรกถา เป็นหลักชั้น ๓ เรียกว่าฎีกา
   ๔. คำอธิบายฎีกา เป็นหลักฐานชั้น ๔ เรียกว่าอนุฎีกา    นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ที่แต่งขึ้น ว่าด้วยไวยกรณ์ภาษาบาลีฉบับต่าง ๆ และอธิบายศัพย์ต่าง ๆ เรียกรวมกันว่า สัททาวิเสส เป็นสำนวนที่เรียกกันในวงการนักศึกษาฝ่ายไทย ปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า เมื่อทำการสังคยานา ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๓๓๑ เพื่อชำระพระไตรปิฎกนั้น ได้มีการชำระคัมภีร์สัททวิเสสต่าง ๆ ด้วย โดยมีพระพุฒาจารย์เป็นแม่กอง
   การจัดชั้นของบาลีอรรถกถา ก็เนื่องด้วยกาลเวลานั้นเอง พระไตรปิฎกเป็นของมีมาก่อน ก็จัดเป็นหลักฐานชั้น ๑ คำอธิบายพระไตรปิฎกแต่งขึ้นประมาณ ๙๕๖ ปีภายหลังพุทธปรินิพพาน จึงจัดเป็นชั้น ๒ ส่วนฎีกานั้น แต่งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๕๘๗ จึงนับเป็นหลักฐานชั้น ๓ อนึ่ง คัมภีร์อนุฎีกานั้น แต่งขึ้นภายหลังฎีกาในยุคต่อ ๆ มา เป็นคำอธิบายฎีกาอีกต่อหนึ่ง จึงนับเป็นหลักฐานชั้น ๔   อย่างไรก็ตาม แม้พระไตรปิฎกจะเป็นหลักฐานชั้น ๑ เมื่อพิจารณาตามหลักพระพุทธภาษิตในกาลามสูตร ท่านก็ไม่ให้ติดจนเกินไป ดังคำว่า มา ปิฎกสมฺปทาเนน อย่าถือโดยอ้างตำรา เพราะอาจมีผิดพลาดตกหล่นหรือบางตอนอาจเพิ่มเติมขึ้น แสดงว่าพระพุทธศาสนาสอนให้ใช้ปัญญาพิจราณาเหตุผล สอบสวนดูให้ประจักษ์แก่ใจตนเอง เป็นการสอนอย่างมีน้ำใจกว้างขวางและให้เสรีภาพแก่ผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่   นอกจากนั้นยังเป็นการยืนยันให้นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อได้ประจักษ์ผลนั้น ๆ ด้วยตนเอง แม้จะมีพระพุทธภาษิตเตือนไว้มิให้ติดตำราจนเกินไป แต่ก็จำเป็นต้องรักษาตำราไว้ เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษา เพราะถ้าไม่มีตำราเลยจะยิ่งซ้ำร้าย เพราะจะไม่มีแนวทางให้รู้จักพระพุทธศาสนาเลย ฉะนั้น การศึกษาให้รู้และเข้าใจในพระไตรปิฎก จึงเป็นลำดับแรก เรียกว่า ปริยัติ การลงมือกระทำตามโดยควรแก่จริตอัธยาศัยเรียกว่า ปริยัติ การได้รับผลแห่งการปฏิบัตินั้น ๆ เรียกว่า ปฎิเวธ       

ความหมายของพระวินัยปิฎก
              พระวินัยปิฎก ประมวลพุทธพจน์หมวดพระวินัย คือพุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ
ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและการดำเนินกิจการต่างๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์แบ่งเป็น ๕ คัมภีร์ (เรียกย่อหรือหัวใจว่า   อา   ปา   ม   จุ   ป) คือ

๑. อาทิกัมมิกะ หรือ ปาราชิก ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติหนักของฝ่ายภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่ปาราชิกถึงอนิยต
๒. ปาจิตตีย์ ว่าด้วยสิกขาบทที่เกี่ยวกับอาบัติเบา ตั้งแต่นิสสัคคิยปาจิตตีย์ถึงเสขิยะ รวมตลอดทั้งภิกขุนีวิภังค์ทั้งหมด
๓. มหาวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนต้น ๑๐ ขันธกะ หรือ ๑๐ ตอน
๔. จุลวรรค ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ตอนปลาย ๑๒ ขันธกะ
๕. ปริวาร คัมภีร์ประกอบหรือคู่มือ บรรจุคำถามคำตอบสำหรับซ้อมความรู้พระวินัย
          พระวินัยปิฎกนี้ แบ่งอีกแบบหนึ่งเป็น ๕ คัมภีร์เหมือนกัน (จัด ๒ ข้อในแบบต้นนั้นใหม่)คือ
๑. มหาวิภังค์ หรือ ภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ (ศีล ๒๒๗ ข้อ) ฝ่ายภิกษุสงฆ์
๒. ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ (ศีล ๓๑๑ ข้อ) ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์
๓. มหาวรรค  ๔. จุลวรรค  ๕. ปริวาร
        บางทีท่านจัดให้ย่นย่อเข้าอีก แบ่งพระวินัยปิฎกเป็น ๓ หมวด คือ
๑. วิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบทในปาฏิโมกข์ทั้งฝ่ายภิกษุสงฆ์และฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ (คือรวมข้อ ๑ และ ๒ ข้างต้นทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน)
๒. ขันธกะ ว่าด้วยสิกขาบทนอกปาฏิโมกข์ทั้ง ๒๒ ขันธกะหรือ ๒๒ บทตอน (คือรวมข้อ ๓ และ ๔ เข้าด้วยกัน)
๓. ปริวาร ว่า คัมภีร์ประกอบ (คือข้อ ๕ ข้างบน)
พระวินัยปิฎก ๘ เล่ม
เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ ว่าด้วยปาราชิก สังฆาทิเสส และอนิยตสิกขาบท(สิกขาบทในปาฏิโมกข์ฝ่ายภิกษุสงฆ์  ๑๙ ข้อแรก)
เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ว่าด้วยสิกขาบทเกี่ยวกับอาบัติเบาของภิกษุ(เป็นอันครบสิกขาบท ๒๒๗ หรือ ศีล ๒๒๗)
เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยสิกขาบท ๓๑๑ ของภิกษุณี
เล่ม ๔ มหาวรรค ภาค ๑ มี ๔ ขันธกะ ว่าด้วยการอุปสมบท (เริ่มเรื่องตั้งแต่ตรัสรู้และประดิษฐานพระศาสนา) อุโบสถ จำพรรษา และปวารณา
เล่ม ๕ มหาวรรค ภาค ๒ มี ๖ ขันธกะ ว่าด้วยเรื่องเครื่องหนังเภสัช กฐิน จีวร นิคหกรรม และการทะเลาะวิวาทและสามัคคี
เล่ม ๖ จุลวรรค ภาค ๑ มี ๔ ขันธกะ ว่าด้วยเรื่องนิคหกรรม วุฏฐานวิธีและการระงับอธิกรณ์
เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ มี ๘ ขันธกะ ว่าด้วยข้อบัญญัติปลีกย่อยเรื่องเสนาสนะ สังฆเภท วัตรต่างๆฅ
การงดสวดปาฏิโมกข์ เรื่องภิกษุณี เรื่องสังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒

เล่ม ๘ ปริวาร คู่มือถามตอบซ้อมความรู้พระวินัย
            พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า พระไตรปิฎกมีเนื้อความทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งเป็น
           พระวินัยปิฎก
 ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
           พระสุตตันตปิฎก ๒๑
,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
           และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒
,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
                                
ขั้นตอนในการบัญญัติพระวินัย  
(1) ขั้นแรก เมื่อมีพระภิกษุประพฤติไม่เหมาะสม อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา ประชาชนทั่วไปพากันติฉินนินทา พระพุทธองค์จะทรงเรียกประชุมสงฆ์ และเรียกภิกษุนั้นมาสอบสวน(2) ทรงสอบถามภิกษุนั้นว่า เธอได้ประพฤติไม่สมควรเป็นเหตุให้ชาวบ้านติเตียน อย่างนั้น อย่างนี้จริงหรือไม่
(3)
เมื่อเธอสารภาพตามเป็นจริงว่า เป็นจริงดังนั้น (น่าสังเกตว่าพระสาวกสมัยก่อนมักไม่ดื้อด้าน เมื่อทำผิดก็ยอมรับว่าผิดจริง ไม่ดื้ออยู่เหมือนเจ้ากูบางรูป ขนาดคณะสงฆ์วินิจฉัยว่าผิด ต้องสละผ้าเหลืองเสีย ก็ยังดื้อนุ่งห่มเขียว หนีไปต่างประเทศแล้วก็กลับไปนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ใหม่ บำเพ็ญตนเป็นนายแบบแจกรูปแก่ฝรั่งมังค่าต่อ)
(4)
จากนั้นพระองค์ก็จะตำหนิติเตียนว่าไม่ควรทำการที่ไม่เหมาะแก่สมณศากยบุตร แล้วทรงพรรณนาถึงอานิสงส์ หรือข้อดีของการบัญญัติพระวินัย 10 ประการคือ
1.
เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก                2.เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์
3.
เพื่อขจัดบุคคลผู้หน้าด้าน (ทุมมังกุ)               4.เพื่อความผาสุกของผู้ทรงศีล
5.
ป้องขจัดความเลวร้ายในปัจจุบัน                   6.เพื่อป้องกันความเลวร้ายในปัจจุบัน
7.
เพื่อก่อความเลื่อมใสแก่ผู้ยังไม่เลื่อมใส          8.เพื่อให้ผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น
9.
เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม       10.เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย (สนับสนุนความมีระเบียบวินัย)
           
   จากนั้นจึงทรงบัญญัติพระวินัย ตั้งเป็นข้อห้ามว่าต่อแต่นี้ไปภิกษุใดประพฤติเสื่อมเสียเช่นนี้อีก ต้องอาบัติ (คือมีความผิด) ถ้าเป็นเรื่องร้ายแรงอันเรียกว่า ปาราชิก ก็จะขาดจากความเป็นพระทันที ไม่จำต้องให้ใครฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้าเป็นความผิดรองลงมา อันเรียกว่า"สังฆาทิเสส" ก็ให้อยู่ปริวาส ประพฤติมานัตต์ (ภาษาพระทั้งนั้น หมายถึง "อยู่กรรม" ตามระยะเวลาที่กระทำผิดจึงจะพ้นโทษ)         ถ้าเป็นอาบัติเบาก็ให้แสดงอาบัติ (หรือปลงอาบัติ) กรรมวิธีคล้ายกับการสารภาพบาปของคริสต์  เรียกว่า "ปาจิตตีย์" ซึ่งแบ่งย่อยเป็น ๒ ประเภทคือ นิสสัคคียปาจิตตีย์ (เกี่ยวเนื่องกับวัตถุสิ่งของ เช่นทำผิดเกี่ยวกับเรื่องจีวร ให้สละผ้าจีวรเสียก่อนแล้วจึงปลงอาบัติ, ปาจิตตีย์ ให้แสดงอาบัติได้เลย โดยนั่งกระโหย่ง (นั่งยองๆ)ต่อหน้าภิกษุอีกรูปหนึ่ง ประนมมือสารภาพว่าตนได้ละเมิดพระวินัยข้อนั้นข้อนี้ ขอสารภาพต่อหน้าท่าน อีกรูปก็จะถามว่าท่านแน่ใจหรือ แล้วก็เตือนสามครั้งว่า ต่อไปท่านอย่าผิดเช่นนี้อีก รูปที่ต้องอาบัติก็จะรับสามครั้งว่าต่อไปจะไม่ผิดอีก
เรื่องนี้คงจะต้องเขียนให้แฟนๆอานโดยละเอียดภายหลัง เพื่อจะได้ทราบเรื่องของพระของเจ้าอย่างถูกต้อง จะได้ช่วยกันจรรโลงพระศาสนาร่วมกัน
              
อ้อ ลืมไปผู้ที่ทำผิดเป็นคนแรก พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า "อาทิกัมมิกะ" (โบราณแปลว่า ต้นบัญญัติ) ไม่เอาผิด แต่ให้เป็นที่อ้างอิงไม่ให้เอาอย่างในทางชั่ว ว่าอย่าทำผิดร้ายแรงเหมือนท่านผู้นั้นๆน่ะ อะไรทำนองนี้ ถึงพระพุทธองค์จะไม่เอาผิด แต่ตัวคนทำผิดก็ไม่มีความสุขตลอดชีวิต เรียกว่าตายทั้งเป็น ให้เป็นที่สาปแช่งของชาวพุทธทั่วไปชั่วกัลปาวสาน                                  
            เรื่องเวรัญชพราหมณ์
        
 โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์ สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เวรัญชพราหมณ์ ได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ท่านผู้เจริญ พระสมณะโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยตระกูล ประทับอยู่ ณ บริเวณต้นไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้ว อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์แม้เพราะเหตุนี้ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะแม้เพราะเหตุนี้ เสด็จไปดีแม้เพราะเหตุนี้ ทรงทราบ โลกแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็น ศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพุทธะแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพระ ผู้มีพระภาคแม้เพราะเหตุนี้ พระองค์ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศ พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็น ปานนั้น เป็นความดี.
         เวรัญชพราหมณ์กล่าวตู่พระพุทธเจ้า
      
   หลังจากนั้น เวรัญชพราหมณ์ได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ทูลปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เวรัญชพราหมณ์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค ว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณะโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อที่ข้าพเจ้าทราบมานี้ นั้นเป็นเช่นนั้นจริง อันการที่ท่านพระโคดมไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ ล่วงกาล ผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะนี้นั้น ไม่สมควรเลย.
              พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควร ลุกรับ หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่า ตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ หรือพึงเชื้อเชิญ บุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึงขาดตกไป.
 ว.
ท่านพระโคดมมีปกติไม่ไยดี.
ภ.
มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะความไยดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ตถาคต ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีก ต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล ชื่อว่า กล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.
 ว. ท่านพระโคดมไม่มีสมบัติ.
ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะสมบัติ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็น ธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเรา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.
 ว. ท่านพระโคดมกล่าวการไม่ทำ.
ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการ ไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเรา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก  
 ว. ท่านพระโคดมกล่าวความขาดสูญ.
 ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์   ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความ ขาดสูญแห่งสภาพที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเรา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก
 ว. ท่านพระโคดมช่างรังเกียจ.
 ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรารังเกียจความถึงพร้อมแห่ง สภาพที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเรา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก
 ว. ท่านพระโคดมช่างกำจัด.
ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัด ราคะ โทสะ โมหะ แสดงธรรมเพื่อกำจัดสภาพ ที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเรา ดังนี้
 ว. ท่านพระโคดมช่างเผาผลาญ.
 ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะเรากล่าวธรรมที่เป็นบาปอกุศล คือ กาย  วจี  มโนทุจริต ว่า เป็นธรรมที่ควรเผาผลาญ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งควรเผาผลาญ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดราก ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นคนช่างเผาผลาญ พราหมณ์ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศล ซึ่งควรเผาผลาญ ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้ ว. ท่านพระโคดมไม่ผุดเกิด.
ภ. มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก เพราะการนอนในครรภ์ต่อไป การเกิดในภพใหม่ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดราก ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นคนไม่ผุดเกิด พราหมณ์ การนอนในครรภ์ต่อไป การเกิดในภพใหม่ ตถาคต ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีไม่เกิดอีก ต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวถูก แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งกล่าว.
                                      ความหมายของพระสุตตันตปิฎก
          พระสุตตันตปิฎก เป็นที่รวมของพระพุทธพจน์ที่เกี่ยวกับเทศนาธรรม ซึ่งประกอบด้วย เนื้อหาสาระ บุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ตลอดจนบทประพันธ์ชาดก หรือ เรื่องราวชีวประวัติของพระพุทธเจ้าในอดีต เมื่อกล่าวโดยรวมก็คือ คำสอนที่ประกอบด้วยองค์ 9 ที่เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ นั่นเอง นับเป็นธรรมขันธ์ได้ 21,000 พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตปิฎก แบ่งออกเป็นหมวดย่อยที่เรียกว่าคัมภีร์ 5 คัมภีร์ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตรนิกาย และขุททกนิกาย ใช้อักษรย่อว่า ที ม สัง อัง ขุ อักษรย่อทั้ง 5 คำนี้เรียกกันว่า หัวใจพระสูตร
         พระสุตตันปิฎกมี
25 เล่ม
1 .
ที = ทีฆนิกาย พระสูตรที่มีขนาดยาว 34 สูตร มี 3เล่ม
เล่ม
9 สีลขันธวรรค มีพระสูตรขนาดยาว 13 สูตร หลายสูตรกล่าวถึงจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล
เล่ม 10มหาวรรค มีพระสูตรยาว 10สูตร ส่วนมากชื่อเริ่มด้วย "มหา" เช่น มหาปรินิพพานสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นต้น
เล่ม
11 ปาฏิกวรรค มีพระสูตรยาว 11 สูตร เริ่มด้วยปาฏิกสูตร หลายสูตรมีชื่อเสียงเช่น จักกวัตติสูตร อัคคัญญสูตร สิงคาลกสูตร และสังคีติสูตร
2.
ม = มัชฌิมนิกาย พระสูตรที่มีความยาวปานกลาง 152 สูตร มี 3 เล่ม
เล่ม
12 มูลปัณณาสก์ บั้นต้น มีพระสูตรขนาดกลาง 50 สูตร
เล่ม
13 มัชฌิมปัณณาสก์ บั้นกลางมีพระสูตรขนาดกลาง 50 สูตร
เล่ม
14 อุปริปัณณาสก์ บั้นปลายมีพระสูตรขนาดกลาง 52 สูตร
3.
หัวข้อหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 56 สังยุตต์ มี 7,762 สูตร มี 5 เล่ม
เล่ม
15 สคาถวรรค รวมคาถาภาษิตที่ตรัสและกล่าวตอบบุคคลต่างๆ เช่นเทวดามาร ภิกษุณี พราหมณ์ พระเจ้าโกศล เป็นต้น จัดเป็นกลุ่มเรื่องตามบุคคลและสถานที่ มี 11สังยุตต์
เล่ม
16 นิทานวรรค ครึ่งเล่มว่าด้วยเหตุปัจจัย คือหลักปฏิจจสมุปบาท นอกนั้น มีเรื่องธาตุ การบรรลุธรรม สังสารวัฏ ลาภสักการะ เป็นต้น จัด เป็น10 สังยุตต์
เล่ม
17 ขันธวารวรรค ว่าด้วยเรื่องขันธ์ 5 ในแง่มุมต่างๆ มีเรื่องเบ็ดเตล็ดรวมทั้งเรื่อง สมาธิและทิฏฐิต่างๆ ปะปนอยู่บ้าง จัดเป็น 13 สังยุตต์
เล่ม
18 สฬายตนวรรค เกือบครึ่งเล่มว่าด้วยอายตนะ6 ตามแนวไตรลักษณ์ เรื่องอื่นมีเบญจศีล ข้อปฏิบัติให้ถึงอสังขตะ อันตคาหิกทิฏฐิ เป็นต้น จัดเป็น 10 สังยุตต์
เล่ม
19 มหาวรรค ว่าด้วยโพธิปักขิยธรรม 37 แต่เรียงลำดับเป็นมรรค โพชฌงค์ สติปัฏฐาน อินทรีย์ สัมมัปปธาน พละ อิทธิบาท รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น นิวรณ์ สังโยชน์ อริยสัจจ์ ฌาน ตลอดถึงองค์คุณของพระโสดาบันและอานิสงส์ของการบรรลุโสดาปัตติผล จัดเป็น 12 สังยุตต์ (พึงสังเกตว่าคัมภีร์นี้เริ่มต้นด้วยการย้ำความสำคัญของความมีกัลยาณมิตร เป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่มรรค)
4..
อัง = อังคุตตรนิกาย พระสูตรที่จัดรวมเข้าเป็นหมวดๆ เรียกว่านิบาตหนึ่งๆ ตามลำดับจำนวนหัวข้อธรรม รวม 11 นิบาต หรือ 11 หมวดธรรม มี 9,557 สูตร มี 5 เล่ม
เล่ม
20 เอก-ทุก-ติกนิบาต ว่าด้วยธรรม หมวด 1 หมวด 2 หมวด 3 รวมทั้งเรื่องเอตทัคคะ
เล่ม
21 จตุกกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด 4
เล่ม
22 ปัญจก-ฉักกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด 5 – 6
เล่ม
23 สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด 7 - 8 – 9
เล่ม
24 ทสก-เอกาทสกนิบาต ว่าด้วยธรรมหมวด 10 – 11
ในอังคุตตรนิกายมีข้อธรรมหลากหลายลักษณะ ตั้งแต่ทิฏฐธัมมิกัตถะถึงปรมัตถะ ทั้งสำหรับบรรพชิต และสำหรับคฤหัสถ์ กระจายกันอยู่โดยเรียงตามจำนวน

5.
ขุ = ขุททกนิกาย พระสูตร คาถาภาษิต คำอธิบาย และเรื่องราวเบ็ดเตล็ดที่จัดเข้าในสี่นิกายแรกไม่ได้มี 15 คัมภีร์ มี 9 เล่ม
เล่ม
25 รวมคัมภีร์ย่อย 5 คือ ขุททกปาฐะ(บทสวดย่อยๆ โดยเฉพาะมงคลสูตร รตนสูตร กรณียเมตตสูตร) ธรรมบท(เฉพาะตัวคาถาทั้ง 423) อุทาน(พุทธอุทาน 80) อิติวุตตกะ(พระสูตรที่ไม่ขึ้นต้นด้วย "เอวมฺเม สุตํ" แต่เชื่อมความเข้าสู่คาถาด้วยคำว่า "อิติ วุจฺจติ" รวม 112 สูตร) และสุตตนิบาต(พระสูตรชุดพิเศษ ซึ่งเป็นคาถาล้วนหรือมีความนำเป็นร้อยแก้ว รวม 71 สูตร)
เล่ม
26 มีคัมภีร์ย่อยที่เป็นคาถาล้วน 4 คือ วิมานวัตถุ(เรื่องผู้เกิดในสวรรค์อยู่วิมาน เล่าการทำความดีของตนในอดีต ที่ทำให้ได้ไปเกิดเช่นนั้น 85 เรื่อง) เปตวัตถุ(เรื่องเปรตเล่ากรรมชั่วในอดีตของตน 51 เรื่อง) เถรคาถา(คาถาของพระอรหันตเถระ 264 รูปที่กล่าวแสดงความรู้สึกสงบประณีตในการบรรลุธรรมเป็นต้น) เถรีคาถา(คาถาของพระอรหันตเถรี 73 รูป ที่กล่าวแสดงความรู้สึกเช่นนั้น)
เล่ม
27 ชาดก ภาค 1 รวมคาถาแสดงคติธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ และมีคาถาภาษิตของผู้อื่นปนอยู่บ้าง ภาคแรก ตั้งแต่เรื่องที่มีคาถาเดียว (เอกนิบาต) ถึงเรื่องมี 40 คาถา (จัตตาฬีสนิบาต) รวม 525 เรื่อง
เล่ม
28 ชาดก ภาค 2 รวมคาถาอย่างในภาค 1 นั้น เพิ่มอีก แต่เป็นเรื่องอย่างยาว ตั้งแต่เรื่องมี 50 คาถา (ปัญญาสนิบาต) ถึงเรื่องมีคาถามากมาย (มหานิบาต) จบลงด้วยมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งมี 1,000 คาถา รวมอีก 22 เรื่อง บรรจบทั้งสองภาค เป็น 547 ชาดก
เล่ม
29 มหานิทเทส ภาษิตของพระสารีบุตรอธิบายขยายความพระสูตร 16 สูตร ในอัฏฐกวรรคแห่งสุตตนิบาต
เล่ม
30 จูฬนิทเทส ภาษิตของพระสารีบุตรอธิบายขยายความพระสูตร 16 สูตร ในปารายนวรรคและขัคควิสาณสูตร ในอุรควรรค แห่งสุตตนิบาต
เล่ม 31 ปฏิสัมภิทามรรค ภาษิตของพระสารีบุตรอธิบายข้อธรรมที่ลึกซึ้งต่างๆ เช่นเรื่อง ญาณ ทิฏฐิ อานาปาน อินทรีย์ วิโมกข์ เป็นต้น อย่างพิสดาร เป็นทางแห่งปัญญาแตกฉาน
เล่ม
32 อปทาน ภาค 1 คาถาประพันธ์แสดงประวัติโดยเฉพาะในอดีตชาติ เริ่มด้วยพุทธอปทาน (ประวัติของพระพุทธเจ้า) ปัจเจกพุทธอปทาน (เรื่องราวของพระปัจเจกพุทธเจ้า) ต่อด้วยเถรอปทาน (อัตตประวัติแห่งพระอรหันตเถระ) เรียงลำดับเริ่มแต่พระสารีบุตร ตามด้วยพระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธ พระปุณณมันตานีบุตร พระอุบาลี พระอัญญาโกณฑัญญะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระอานนท์ ต่อเรื่อยไปจนจบภาค 1 รวม พระอรหันตเถระ 410 รูป
เล่ม
33 อปทาน ภาค 2 คาถาประพันธ์แสดงอัตตประวัติพระอรหันตเถระต่ออีกจนถึงรูปที่ 550 ต่อนั้น เป็นเถรีอปทานแสดงเรื่องราวของพระอรหันตเถรี 40 เรื่อง เริ่มด้วยพระเถรีที่ไม่คุ้นนาม 16 รูป ต่อด้วยพระเถรีที่สำคัญเรียงลำดับคือพระมหาปชาบดีโคตมี พระเขมา พระอุบลวรรณา พระปฏาจารา พระกุณฑลเกสี พระกีสาโคตมี พระธรรมทินนา พระสกุลา พระนันทา พระโสณา พระภัททกาปิลานี พระยโสธรา และท่านอื่นๆ ต่อไปจนจบ ครั้นจบอปทานแล้ว ท้ายเล่ม 33 นี้ มีคัมภีร์ พุทธวงส์ เป็นคาถาประพันธ์แสดงเรื่องของพระพุทธเจ้าในอดีต 24 พระองค์ที่พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันเคยได้ทรงเฝ้าและได้รับพยากรณ์จนถึงประวัติของพระองค์เองรวมเป็นพระพุทธเจ้า 25 พระองค์ จบแล้วมีคัมภีร์สั้นๆ ชื่อ จริยาปิฎก เป็นท้ายสุด แสดงพุทธจริยาในอดีตชาติ 35 เรื่องที่มีแล้วในชาดก แต่เล่าด้วยคาถาประพันธ์ใหม่ ชี้ตัวอย่างการบำเพ็ญบารมีบางข้อ
         พระสุตตันตปิฎก   
       
ทีฆนิกาย แปลว่า หมวดหรือพวกขนาดยาวได้แก่พระสูตรหรือพระธรรมเทศนาที่ยาว นำมาจัดไว้เป็นหมวดหรือพวกไว้ในที่นี้. คำว่า สีลขันธวัคค์ แปลว่า วรรคที่ว่าด้วยกองศีลทีฆนิกาย หรือหมวดยาวนี้มี ๓ วรรค คือสีลขันธวัคค์ (มี ๑๓ สูตร ) มหาวัคค์ ( มี ๑๐ สูตร) ปาฏิกวัคค์ ( มี ๑๑ สูตร) แต่ละวรรคตั้งชื่อตามข้อความในสูตรบ้าง ตามชื่อของสูตรบ้าง คือในสีลขันวัคค์ สูตรแรกมีเรื่องศีล จึงตั้งชื่อสีลขันธวัคค์ ในมหาวัคค์ สูตรแรก ชื่อมหาปทานสูตร จึงตั้งชื่อมหาวัคค์ ในปาฏิกวัคค์ สูตรแรก ชื่อปาฏิกสูตร จึงตั้งชื่อกปาฏิวัคค์. พระไตรปิฎก ทีฆนิกายนี้มี ๓ เล่ม เล่มละวรรค ตามชื่อที่กล่าวมาแล้ว รวมทั้งสิ้นมี ๓๔ สูตร.
พระสูตรในเล่ม ๘ หรือในทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์มี ๑๓ สูตร ตามลำดับดังต่อไปนี้-
๑. พรหมชาลสูตร  สูตรที่เปรียบเหมือนข่ายอันประเสริฐที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง คือกล่าวถึงลัทธิ ศาสนาต่าง ๆ ที่มีในครั้งนั้น ที่เรียกว่าทิฎฐิ ๖๒ เป็นการชี้ให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีหลักธรรมแผกจาก
๖๒ ลัทธินั้นละเอียด.

๒ . สามัญญผลสูตร     ว่าด้วย การของความเป็นสมณะหรือผลของการบวช.
๓. อัมพัฏฐสูตร  ว่าด้วย การโต้ตอบกับอัมพัฏฐมาณพความกล่าวถึงประวัติศาสตร์ ศากยวงศ์. ๔. โสณทัณฑสุตร ว่าด้วย การโต้ตอบกับโสณทัณฑพราหมณ์ มีข้อความกล่าวถึงคุณลักษณะ ๕ อย่าง ของพราหมณ์.
๕ . กูฏทันตสูตร     ว่าด้วย การโต้ตอบกับกูฏทันตพราหมณ์ เรื่องการบูชายัญ โดยวิธีสังเคราะห์ดีกว่าการบูชายัญด้วยการฆ่าสัตวฺ รวมทั้งปัญหาการปกตครองประเทศ ให้ได้ผลางเศรษฐกิจ ลดจำนวนโจรผู้ร้าย.
๖. มหาลิสูตร     ว่าด้วย การโต้ตอบกับเจ้าลิจฉวีชื่อมหาลิ เรื่องตาทิพย์ หูทิพย์ และความสามารถที่สูงขึ้นไปกว่านั้น คือการทำกิเลสอาสวะให้กมดไป.
๗. ชาลิยะสูตร  ว่าด้วย การโต้ตอบกับนักบวช ๒ คน คนหนึ่งชื่อชาลิยะ เรื่องชีวะ กับสรีระ.
๘ . มหาสีหนาทสูตร ๑.  ว่าด้วย การบรรลือสีหนาท  ของพระพุทธเจ้าโดยมีคุณธรรมเป็นพื้นรองรับ
๙ โปฏฐปาทสูตร     ว่าด้วย การโต้ตอบกับโปฏฐปาทปริพพาชก เรื่องอัตตาและธรรมะชั้นสูงอื่น ๆ ๑๐ สุภสูตร     ว่าด้วย การโต้ตอบระหว่างพระอานนทเถระกับสุภมาณพ โตเทยยบุตร
๑๑. เกวัฏฏสูตร     ว่าด้วย การแสดงธรรมเรื่องปาฏิหารย์ ๓ แก่คฤหบดี ชื่อเกวัฏฏะ.
๑๒. โลหิจจสูตร ว่าด้วยการโต้ตอบกับโลหิจจพราหมณ์ ถึงเรื่องมิจฉาทิฏฐิและศาสดาที่ควรไม่ควรติ.
๑๓. เตวิชชสูตร     ว่าด้วย พราหมณ์ผู้รู้ไตรวิทยาเคยเห็นพระพรหมหรือไม่ และว่าด้วยวิธีเข้าอยู่ร่วมกับพระพรหม.
        
 ขยายความ     ๑. พรหมชาลสูตร      สูตรว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ
 
         พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เดินทางอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา มีปริพพาชก ( นักบวชนอกศาสนา) ชื่อสุปปิยะ พร้อมด้วยศิษย์ชื่อพรหมทัตมาณพ เดินทางมาข้างหลัง. สุปปิยะ ปริพพาชก ติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ศิษย์กล่าวสรรเสริญ . เมื่อถึงเวลากลางคืนภิกษุทั้งหลายได้สนทนากันถึงเรื่องศิษย์อาจารย์กล่าวแย้งกันเรื่องสรรเสริญ ติเตียนพระรัตนตรัย พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงตรัสเตือนมิให้โกรธเมื่อมีผู้ติเตียนพระรัตนตรัย มิให้ยินดีหรือเหลิงเมื่อมีผู้สรรเสริญ ๒. แล้วตรัสว่า คนอาจกล่าวชมเชยพระองค์ด้วยศีล ๓ ชั้น คือศีลอย่างเล็กน้อย ศีลอย่างกลาง ศีลอย่างใหญ่.๓.

          ศีลอย่างเล็กน้อย ( จูฬศีล)

            เว้นจากฆ่าสัตว์ , ลักทรัพย์, ประพฤติล่วงพรหมจรรย์. เว้นจากพูดปด, พูดส่อเสียด ( ยุให้แตกกัน) , พูดคำหยาบ ๆ , พูดเพ้อเจ้อ. เว้นจากทำลายพืชและต้นไม้.     ฉันมื้อเดียว เว้นจากการฉันอาหารในเวลากลางคืน , เว้นการฉันในเวลาวิกาล, เว้นจากฟ้อนรำขับร้อง ประโคม และดูการเล่น, เว้นจากทัดทรง ประดับประดาร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องทา เครื่องย้อมผัดผิวต่าง ๆ , เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่มีภายในใส่นุ่นหรือสำลี, เว้นจากการรับทองและเงิน. เว้นจากการรับข้าวเปลือกดิบ, เนื้อดิบ, เว้นจากการรับหญิง หรือหญิงรุ่นสาว, เว้นจากการรับทาสี ทาสา, เว้นจากการรับแพะ, แกะ, ไก่, สุกร, ช้าง, โค, ม้า, ลา, เว้นจากการรับนา, สวน. เว้นจากการชักสื่อ, การค้าขาย, การโกงด้วยตาชั่ง ด้วยเงินเหรียญ ( สำริด) และด้วยการนับ ( ชั่ง, ตวง, วัด,) . เว้นจากการใช้วิธีโกงด้วยให้สินบนหลอกลวงและปลอมแปลง, เว้นจากการตัด ( มือ , เท้า ) การฆ่า การมัด การซุ่มชิงทรัพย์ ( ในทาง ) การปล้น การจู่โจมทำร้าย.
     
    ศีลอย่างกลาง ( มัชฌิมศีล )
          เว้นจากการทำลายพืช    เว้นจากการสะสมอาหารและผ้า เป็นต้น เว้นจากการเล่นหลากชนิด เช่น ฟ้อนรำ เป็นต้น เว้นจากการพนันต่างชนิด    . เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เว้นจากการประดับประดาตกแต่งร่างกาย เว้นจากการติรัจฉานกถา ( พูดเรื่องไร้ประโยชน์หรือที่ขัดกับสมณเพศ) เว้นจากการพูดแข่งดีหรือข่มขู่กัน  . เว้นจากการชักสื่อ เว้นจากการพูกปด, การพูดประจบ , การพูดอ้อมค้อม ( เพื่อหวังลาภ), การพูดกด, การพูดเอาลาภแลกลาภ ( หวังของมากด้วยของน้อย). ( ในแต่ละข้อนี้มีการแจกรายละเอียดออกไปมาก).
           ศีลอย่างใหญ่ ( มหาศีล)
             เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายนิมิต , ทายฝัน, ทายหนูกัดผ้า เป็นต้น.     เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ดูลักษณะแก้วมณี , ลักษณะไม้ถือ, ลักษณะผ้า , ลักษณะศัสตรา เป็นต้น.     เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายทักเกี่ยวกับพระราชา ด้วยพิจารณาดาวฤกษ์     เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายจันทรุปราคา สุริยปราคา เป็นต้น.   เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายฝนชุก ฝนแล้ง เป็นต้น.    เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น การบน , การแก้บน , การประกอบยา เป็นต้น.     ( ในที่นี้มีคำว่า ติรัจฉานวิชา อย่างพิสดาร ฝรั่งใช้คำว่า low arts เมื่อพิสจารณาตามศัพท์ ติรัจฉานซึ่งแปลว่า ไปขวางก็หมายความว่า วิชาเหล่านี้ขวาง หรือไม่เข้ากับความเป็นสมณะ มิได้หมายความว่าเป็นวิชาของสัตว์ดิรัจฉาน เพราะฉะนั้น ถ้อยคำที่พระไม่ควรพูด จึงจัดเป็นติรัจฉานกถา คือถ้อยคำที่ขวาง หรือขัดกับสมณสารูป. วิชาที่พระไม่ควรเกี่ยวจึงจัดเป็นติรัจฉานวิชา คือวิชาที่ขวาง หรือขัดกับความเป็นพระ . ส่วนสัตว์ดิรัจฉานที่มีชื่ออย่างนั้น เพราะเพ่งกิริยาที่ไม่ตั้งตัวตรง เดินไปอย่างคน แต่เอาตัวลง เอาศีรษะไปก่อน เมื่อไม่ได้ไปตรง ก็ชื่อว่าไปขวาง).
            ทิฏฐิ ๖๒ ประการ
 
            ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงความคิดเห็น ๖๒ ประการของสมณพราหมณ์ในครั้งนั้น คือพวกที่มีความเห็นปรารภเบื้องตั้นของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นมาอย่างไร ( ปุพพันตกัปปิกะ) ๑๘ ประเภท กับพวกที่มีความเห็นปรารภเบื้องต้นสิ่งต่าง ๆ ว่าจะลงสุดท้ายอย่างไร ( อปรัตกัปปิกะ) ๔๔ ประเภท ( รวมเป็น ๖๒ ) ดังต่อไปนี้-
           
ความเห็นปรารภเบื้องต้น ๑๘     ทิฏฐิหรือความเห็นประเภทนี้ ( ปุพพันตกัปปิกะ) ที่มี ๑๘ นั้น แบ่งออกเป็น ๕ หมวด คือหมวดที่เห็นว่าเที่ยง ( สัสสตวาทะ) ๔, เห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ( เอกัจจสัสสติกะ เอกัจจอสัสสติกะ) ๔, เห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ( อันตานันติกะ) ๔, พูดซัดส่ายไม่ตายตัวเหมือนปลาไหล ( อมราวิกเขปิกะ) ๔, เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ ( อธิจจสมุปปันนะ) ๒ รวมเป็น ๑๘ ดังรายละเอียด คือ -
(
๑) หมวดเห็นว่าเที่ยง ( สัสสตวาทะ) ๔
     
๑. เห็นว่าตัวตน  และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติได้ ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ.
      ๒. เห็นว่าตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกได้เป็นกัปป์ ๆ ตั้งแต่กัปป์เดียวถึง ๑๐ กัปป์.
     
๓. เห็นว่าตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มากกัปป์ ๆ ตั้งแต่ ๑๐ กัปป์ถึง ๔๐ กัปป์.
      
๔. นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า โลกเที่ยง.
(
๒) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ( เอกัจจสัสสติกะ เอกัจจอสัสสติกะ) ๔
     
๑. เห็นว่าพระพรหมเที่ยง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง.
     
๒. เห็นว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน ( ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง.
     
๓. เห็นว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น ( มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง.
     
๔. นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง.
(
๓) หมวดเห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ( อัตตานันติกะ) ๔
     
๑. เห็นว่าโลกมีที่สุด. ๒. เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด.
     
๓. เห็นว่าโลกมีที่สุด เฉพาะด้านบนกับตัวล่าง ส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด.
     
๔. นักเดา เดาตามความคาดคิดคะเนว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่.
(
๔) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล ( อมราวิกเขปิกะ) ๔
     
๑. เกรงว่าจะพูดปด จึงพูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่, อย่างนั้นก็ไม่ใช่ , อย่างอื่นก็ไม่ใช่ , มิใช่ ( อะไร) ก็ไม่ใช่.
     
๒. เกรงว่าจะยึดถือ จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑.
     
๓. เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑ .
     
๔. เพราะโง่เขลา จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑ และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย.
(
๕) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ ( อธิจจสมุปปันนะ ) ๒
     
๑. เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์.
     
๒. นักเดา เดาเอาตามความคิดคาดคะเนว่า สิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ.
        ความเห็นปรารภเบื้องปลาย ๔๔
          ทิฏฐิ หรือความเห็นปรารภเบื้องปลาย ( อปรันตกัปปิกะ) ที่มี ๔๔ นั้น แบ่งออกเป็น ๕ หมวด หมวดที่เห็นว่ามีสัญญาความจำได้หมายรู้ (สัญญีวาทะ) ๑๖ , หมวดที่เห็นว่าไม่มีสัญญา ( อสัญญีวาทะ) ๘, หมวดที่เห็นว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ( นวสัญญีนาสัญญีวาทะ) ๘. หมวดที่เห็นว่าขาดสูญ ( อุจเฉทวาทะ) ๗, หมวดที่เห็นว่าสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน ( ทิฏฐิธัมมนิพพานวาทะ) ๕ รวมเป็น ๔๔ ดังรายละเอียด คือ -
(๑) หมวดเห็นว่ามีสัญญา ( สัญญีวาทะ) ๑๖
      ๑. ตนมีรูป     ๒. ตนไม่มีรูป
      ๓. ตนทั้งมีรูป ทั้งไม่มีรูป     ๔. ตนมีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่
      ๕. ตนมีที่สุด     ๖. ตนไม่มีที่สุด
      ๗. ตนทั้งมีที่สุด ทั้งไม่มีที่สุด     ๘. ตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่
      ๙. ตนมีสัญญา ( ความจำได้หมายรู้) เป็นอันเดียวกัน
      ๑๐. ตนมีสัญญาต่างกัน     ๑๑. ตนมีสัญญาเล็กน้อย
      ๑๒. ตนมีสัญญาหาประมาณมิได้     ๑๓. ตนมีสุขโดยส่วนเดียว
      ๑๔. ตนมีทุกข์โดวยส่วนเดียว     ๑๕. ตนมีทั้งสุขทั้งทุกข์
      ๑๖. ตนไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
    ตนทั้งสิบหกประเภทนี้ ตายไปแล้ว ก็มีสัญญา คือความจำได้หมายรู้ทั้งสิ้น.
(๒) หมวดเห็นว่าไม่มีสัญญา ( อสัญญีวาทะ) ๘
      เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๘ ข้างต้น คือตนมีรูป จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งแปดประเภทนี้ ตายไปแล้ว ก็ไม่มีสัญญา คือไม่มีความจำได้หมายรู้.
(๓) หมวดเห็นว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ( เนวสัญญีวาทะ) ๘
        เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๘ ข้างต้น คือตนมีรูป จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งแปดประเภทนี้ ตายไปแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
        ทั้งสามหมวดนี้ รวมเรียกว่า อุทธมาฆตนิกา แปลว่า พวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้วจเป็นอย่างไร.
(๔) หมวดเห็นว่าขาดสูญ ( อุจเฉทวาทะ) ๗
      ๑. ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์ ๒. ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป กินอาหารหยาบ
      ๓. ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป สำเร็จจากไป ๔. ตนที่เป็นอากาสนัญจายตนะ ๔.
      ๕. ตนที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ ๖. ตนที่เป็นอากิจจัญญายตนะ
      ๗. ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
    ทั้งเจ็ดประเภทนี้ เมื่อสิ้นชีพแล้ว ก็ขาดสูญ ไม่เกิดอีก.
(
๕) หมวดเห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน ( ทิฏฐิธัมมนิพพาน) ๕
        ๑. เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน. ๒, , , ๕ เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน.
         สรูป     ในที่สุดได้ตรัสสรูปว่า สมณพราหมณ์ทุกพวกที่ทิฏฐิความเห็นความเห็นต่าง ๆ รวม ๖๒ ประการเหล่านี้ ย่อมได้เสวยอารมณ์ เพราะอาศัยอายตนะสำหรับถูกต้อง ๖ อย่าง ( คือตา, หู , จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ,), เพราะเหตุที่เสวยอารมณ์จึงเกิดตัณหาความทะยานอยาก, เพราะเหตุที่มีความทะยานอยาก จึงมีความยึดมั่นถือมั่น, เพราะเหตุที่มีความยึดมั่นถือมั่น จึงมีภพ คือความมีความเป็น, เพราะเหตุที่มีความมีความเป็น ( ภพ) จึงมีชาติ คือความเกิด , เพราะเหตุที่มีความเกิด จึงมีความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก คร่ำครวญ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ และความคับแค้นใจ. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมติดอยู่ในข่ายแห่งความเห็นทั้งหกสิบสองนี้เหมือนปลาติดข่ายฉะนั้น.    ส่วนตถาคตเป็นผู้ถอนตัญหาอันจะนำให้เวียนอยู่ในภพได้แล้ว กายยังดำรงอยู่ตราบใด ก็มีผู้แลเห็นเมื่อกายทำลายไปแล้ว ก็ไม่มีผู้แลเห็น.
       ๒. สามัญญผลสูตร    สูตรว่าด้วยผลของความเป็นสมณะ
             พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่ามะม่วงของหมอชีวก ใกล้กรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่คืนวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ อันเป็นวันอุโบสถ เดือน ๑๒ พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปเฝ้า ทูลถามถึงผลของดีของความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบัน และตรัสเล่าว่า เคยไปถามครู ๕. ทั้งหกมาแล้ว แต่ตอบไม่ตรงคำถาม เปรียบเหมือนถามถึงเรื่องมะม่วง แต่ไปตอบเรื่องขนุน ๖. จึงต้องกลับ . พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้ -
    ๑. ผู้เคยเป็นทาสหรือกรรมกรของพระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อออกบวชประพฤติตนดีงามแล้ว จะทรงเรียกร้องให้กลับไปเป็นทาสหรือกรรมกรตามเดิมหรือไม่. พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสตอบว่า ไม่เรียกกลับ แต่จะแสดงความเคารพถวายปัจจัย ๔ และถวายความคุ้มครองอันเป็นธรรม. ตรัสสรุปว่า นี่เป็นผลของความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบัน.
    ๒. คนทำนาของพระเจ้าอชาตศัตรุ เมื่อออกบวชประพฤติตนดีงามแล้ว จะทรงเรียกร้องให้กลับไปทำนาให้ตามเดิมหรือไม่ ตรัสตอบเหมือนข้อแรก จึงนับเป็นผลของความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบัน.
    ๓. คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี ฟังธรรมเลื่อมใสแล้วออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ สมบรูณ์ด้วยศีล ( พรรณนาศีลอย่างเล็กน้อย อย่างกลาง อย่างใหญ่ เหมือนในพรหมชาลสูตร), สำรวมอินทรีย์ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้บาปอกุศลเกิดขึ้นท่วมทับจิต, มีสติสัมปชัญญะ, มีความสันโดษ ยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้, ออกป่าบำเพ็ญสมาธิ ละกิเลสที่เรียกว่านีวรณ์ ๕ เสียได้ จึงได้บรรลุฌานที่ ๑ นี้ก็เป็นผลของความเป็นสมณที่เห็นได้ในปัจจุบัน.
    ๔. ได้บรรลุฌานที่ ๒     ๕. ได้บรรลุฌานที่ ๓     ๖. ได้บรรลุฌานที่ ๔
    ( ความเป็นไปแห่งฌานทั่งสี่มีรายละเอียดอย่างไร. ได้แปลไว้แล้วในหน้า ๑๒๕ หมายเลข ๒ ถึง ๕ )
    ๗. น้อมจิตไปเพื่อเกิดความรู้เห็นด้วยปัญญา ( ญาณทัสสนะ) ว่า กายมีความแตกทำลายไปเป็นธรรมดา วิญญาณก็อาศัยและเนื่องในกายนี้ ( วิปัสสนาญาณ ญาณอันทำให้เห็นแจ้ง).
    ๘. นิรมิตร่างกายอื่นจากกายนี้ได้ ( มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ทางใจ).
    ๙. แสดงฤทธิ์ได้ เช่น น้อยคนทำให้เป็นมากคน มากคนทำให้เป็นน้อยคน เดินน้ำ ดำดิน เป็นต้น ( อิทธิวิธิ)
    ๑๐. มีหูทิพย์ ได้ยินเสียงใกล้ไกล ที่เกินวิสัยของมุนษย์ธรรมดา (ทิพย์โสต).
    ๑๑. กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ( เจโตปริยญาณ).
    
๑๒. ระลึกชาติในอดีตได้ ( ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ).
    ๑๓. เห็นสัตว์อื่นตายเกิดด้วยตาทิพย์ ( เรียกว่าทิพย์จักษุ หรือจุตูปปาตญาณ คือญาณรู้ความตาย และความเกิดของสัตว์). \
    ๑๔. รู้จักทำอาสวะ คือกิเลสที่หมักหมม หรือหมักดองในสันดานให้สิ้นไป ( อาสวักขยญาณ). ลำดับ
    ( เมื่อจะย่อผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบันทั้งสิบสี่ข้อนี้เป็นหมวด ๆ ก็อาจย่อได้ ๓ หมวด คือ
    หมวดที่ ๑ ทำให้พ้นจากฐานะเดิม คือพ้นจากความเป็นทาส เป็นกรรมกร พ้นจากความเป็นชาวนา ได้รับการปฏิบัติด้วยดี แม้จากพระมหากษัตริย์ คือผลข้อ ๑ กับข้อ ๒.
    หมวดที่ ๒ เมื่ออบรมจิตใจจนเป็นสมาธิ ก็เป็นเหตุให้ได้ฌาน ที่ ๑ ถึง ๔ อันทำให้ละกิเลสอย่างกลางได้ คือผลข้อ ๓, , , และ ๖.
    หมวดที่ ๓ ทำให้ได้วิชชา ๘ อันเริ่มแต่ข้อ ๗ ได้วิปัสสนาญาณ จนถึงข้อ ๑๔ ได้อาสวักขยญาณ).
    พระเจ้าอชาตศัตรุทรงเลื่อมใส ปฏิญญาพระองค์เป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต แล้วกราบทูลขอขมาในการที่ปลงพระชนม์พระราชบิดา ( คือพระเจ้าพิมพิสาร) ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ตรัสรับขมา.
    เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรุเสด็จกลับแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ถ้าพระเจ้าอชาตศัตรุไม่ปลงพระชนม์พระราชบิดา ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรม ( เป็นพระโสดาบัน).
๑. ฉบับยุโรปเรียกชื่อสูตรนี้ว่า กัสสปสีหนาทสูตร แปลว่า สูตรอันก้วยการบรรลือสีหนาท กับกัสสปผู้เป็นนักบวชพวกชีเปลือย
๒. แปลไว้ละเอียดแล้วในข้อความน่ารู้จากไตรปิฎก หมายเลข ๒๒๕
๓. คำว่า ศีลอย่างเล็กน้อย อย่างกลาง และอย่างใหญ่นี้ฝรั่งใช้คำว่า ความประพฤติอย่างสั้น อย่างกลาง อย่างยาว
๔. ได้อธิบายศัพท์ไว้แล้วในข้อความน่ารู้จากไตรปิฎก หมายเลข ๗ ถึง ๙
๕. ครูทั้งหกคือ ๑. ปูรณะ กัสสป ๒. มักขลิ โคสาละ ๓. อชิตะ เกสกัมพล ๔. ปกุธะ กัจจายนะ ๕. นิคัณฐะ นาฎบุตร ๖. สัญชัย เวลัฎฐบุตร.
๖ . ฝรั่งแปลว่า สาเก  (bread fruit tree) ไทยแปลว่า ขนุนบ้าง ขนุนสำมะลอบ้าง
                               อัคคัญญสูตร กับ ทฤษฎีวิวัฒนาการ
ตอบ
สิ่งที่ควรรู้
๑. สาระสำคัญของอัคคัญญสูตร                          ๒. ทฤษฎีวิวัฒนาการคืออะไร ?
๓. ข้อเหมือนและข้อแตกต่างระหว่างแนวคิดทั้งสอง
๑. สาระสำคัญของอัคคัญญสูตร
๑.๑ เหตุเกิด ที่บุพพาราม สาวัตถี
๑.๒ บุคคล พระพุทธเจ้ากับสามเณร ๒ รูป วาเสฏฐกับภารทวาชะ ผู้เป็นพราหมณ์
๑.๓ สารคำโต้ตอบ-ถูกพราหมณ์ด่าว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลวทราม
พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ
บริสุทธิ์-ไม่บริสุทธิ์ เกิดจากอุระของพรหม วรรณะอื่นเลวทรามเกิดจากเท้าของพรหม
๑.๔ สารคำตอบของพระพุทธเจ้า
คนก็คือคน เกิดจากมารดา (นางพราหมณี) มิใช่เกิดจากพรหม
คนจะเลวจะดีอยู่ที่การกระทำ มิใช่วรรณะ
ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งปัจจุบันและอนาคต
วิวัฒนาการของโลก
โลกดับ - ล่องลอยในจักรวาล
โลกเย็น - มีน้ำ มืดมน มีแสงสว่าง เกิดง้วนดิน อาภัสสรพรหมกินง้วนดิน
เกิดตัณหา - ร่างกายแข็ง รัศมีในตัวหายไป พระจันทร์อาทิตย์ก็ปรากฏ เดือน ปี ฤดู
ก็ปรากฏง้วนดินดุจรวงผึ้ง
เกิดการดูถูกกันด้วยวรรณะผิวพรรณ สวย-ไม่สวย ....... ง้วนดินหมดไป อาหารอื่นกระบิดิน คล้ายเห็ด
เกิดการดูหมิ่น ......... กระบิดินหมดกลายเป็นเครือดิน ดุจผลมะพร้าว
ดูหมิ่นกันด้วยวรรณะ เครือดินหมด เกิดข้าวสาลี ไม่มีรำ-แกลบ ขาวสะอาด
เกิดเพศหญิง เพศชาย ............. เพ่งดูกันจนกำหนัด เสพเมถุนกัน (เสพ อสัทธรรม)
ต่อมาเกิดอายเพราะถูกดูถูกการเสพเมถุน จึงสร้างเรือนกำบังการเสพอสัทธรรม
เกิดการกักตุนอาหารข้าวสาลี เพราะเกียจคร้าน เกิดการกักตุนอาหาร
ข้าวสาลีจึงกลายมีแกลบมีรำ แบ่งเขตกันทำการเกษตร เกิดการละเมิดสิทธิ เกิดวีรบุรุษ คือ
มหาชนสมบัติ - ประชาชนยกขึ้น
กษัตริย์ - หัวหน้าเขต
ราชา - ยังคนอื่นให้สุขใจโดยธรรม
เกิดวรรณะ ๔ คือ
กษัตริย์ = หัวหน้าคน                                       พราหมณ์ = ลอยบาป
แพศย์ = ยึดมั่นในเมถุน ประกอบงานเป็นแผนกๆ         ศูทร = ทำการงานเป็นแผนก
         วรรณะทั้ง ๔ นี้
ทำทุจริตกรรม ไปอบาย
ทำสุจริตกรรม ไปสุคติสวรรค์
ทำสุจริตกรรมทุจริตกรรม ก็สุขบ้างทุกข์บ้าง
สำรวมกายวาจาใจ เจริญในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ก็ปรินิพพาน
วรรณะใดเป็นภิกษุ สิ้นอาสวะมีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วเพราะรู้ชอบ
วรรณะนั้น ปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลาย โดยธรรมแท้จริง
ทรงสรุปว่า ในหมู่ชนที่รังเกียจด้วยโคตร กษัตริย์ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด
อหํปิ    วาเสฏฺฐ   เอวํ    วทามิ             ขตฺติโย เสฏฺโฐชเนตสฺมึ เย โคตฺตปฏิสาริโน
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุเสติ.    ที.ปา. ๑๑/๕๑-๗๒/๘๗-๑๐๗
             ๒. ทฤษฎีวิวัฒนาการคืออะไร ?
ในศตวรรษที่ ๑๙ เกิดหลักการที่มีอิทธิพลต่อวงการวิทยาศาสตร์ปรัชญา และศาสนามาก
เราเรียกว่าทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution) ซึ่งมีหลักการว่าองค์อวัยวะของสิ่งมีชีวิตได้เจริญเติบโตมาก็โดยเนื่องมาจากปฏิบัติการทางธรรมชาติเป็นเหตุ จากรูปแบบที่ง่ายๆ ในระยะเริ่มแรก และต่อมาก็ไม่มีชาติพันธุ์ใดจะคงที่อยู่เหมือนเดิม โดยไม่เปลี่ยนแปลง นักปรัชญายอมรับความเป็นไปได้ของทฤษฎีนี้ตัวอย่างเช่น    เฮแรคลิตุส ได้ย้ำว่าความเจริญและความเปลี่ยนแปลงสถิตอยู่ในระบบหรือขบวนการของจักรวาล ในขณะที่ ลูคริตุส ยอมรับว่า  การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในจักรวาลมีรากฐานที่ระบบปรมาณูและแรงผลักดันที่มีเหตุจากธรรมชาติ
               
ในระหว่างศตวรรษที่ ๑๘ นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปว่า สัตว์ชนิดต่างๆ อาจมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน และสิ่งแวดล้อมได้มีผลทำให้สัตว์ตระกูลต่างๆ เหล่านั้นแตกต่างกันออกไป
ในศตวรรษต่อมา ก็มีคนพิสูจน์เรื่ององค์ประกอบและมิใช่องค์ประกอบที่มีผลจากธรรมชาติ
ในหนังสือ Principles of Geology แสดงว่าก่อตัวขึ้นและเปลี่ยนไปโดยตัวแทนทางธรรมชาติ
ในขณะเดียวกัน ปี (ค.ศ. ๑๘๐๒) พ.ศ.๒๓๔๕ จีน แบบติส เดอร์ ลามาร์ค (ค.ศ. ๑๗๔๔-๑๘๒๙)
ยืนยันว่าทุกอวัยวะ (องคาพยพ) มีแนวที่จะสร้างอวัยวะใหม่ขึ้น เพื่อปรับตนเองให้เข้ากับปัจจัยทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ด้วยการพัฒนาอวัยวะเป็นเครื่องวัดถึงประโยชน์ของมัน การเปลี่ยนรูปร่างอวัยวะ
ถูกแปรออกมาทางพันธุกรรมตามบรรพบุรุษ รูปร่างก็เปลี่ยนไปด้วย
Lamark
ได้ยกตัวอย่าง ยีราฟ ซึ่งพัฒนาคอของมันให้ยาวเพื่อกินใบไม้และ ต้นไม้ที่สูงๆ ได้ ช่วงชีวิตหนึ่งๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยต่อรุ่นต่อมาผู้ที่ให้เกิดความฮือฮามากที่สุดคือนักวิทยาศาสตร์ ชื่อ ชารลส์ ดาร์วิน (Charles Dawin ค.ศ. ๑๘๐๙-๑๘๘๒) เขาได้สรุปหลังจากได้สังเกตเป็นเวลาหลายปี ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๓๑- ๑๘๓๖ โดยศึกษาโครงกระดูก ซึ่งรวบรวมได้จากการเดินทาง บิแองเกิล โดยอาศัยชายฝั่งอเมริกาใต้ และทะเลใต้   เขาได้รับแรงบันดาลจากหนังสือ ๒ เล่ม คือ.-
๑. Principles of Geology by Lyell
๒. Essay on Population by Robert Malthus  ซึ่งถือว่า ความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมาจากธรรมชาติ natural causes และการขยายตัวของประชากรมนุษย์และการผลิตอาหารไม่เพียงพอมีผลต่อธรรมชาติทั้งปวง   ดาร์วิน ได้เขียนหนังสือชื่อว่า
On the origin of Species by means of Natural Selection,
or the Presentation of Favoeced Races in the Struggle for Life.
(การศึกษากำเนิดมนุษย์โดยสะสมโครงกระดูกตามธรรมชาติ หรือการรักษาชาติพันธุ์ด้วยการต่อสู้เพื่อชีวิตคงอยู่)
Wallace, Alfred R.  ได้ศึกษาลุ่มน้ำอเมซอน และเนเธอร์แลนด์ ก็เกิด ความคิดเช่นเดียวกันกับดาร์วิน   ปี ๑๘๗๑ ดาร์วินได้ตีพิมพ์เรื่อง
The Descent of Man and Selection in Relation to Sex
ซึ่งได้จัดความคิดให้เป็นระบบและประยุกต์กฎ (Law) แห่งโครงกระดูกมาใช้กับมนุษย์
เขาได้เสนอความเห็นไม่ตรงกับคนอื่น และสรุปว่า บรรพบุรุษของมนุษย์น่าจะเป็นสัตว์คล้ายๆลิง
เมื่อเปรียบเทียบกับโครงร่างของอุรังอุตัง ซิมแปนซี่ และคอริลล่า เขาเขียนไว้อย่างไม่สะทกสะท้านว่า แม้ว่ามนุษย์จะประเสริฐเลิศลอยอย่างไรก็ตาม
แต่เมื่อวิเคราะห์ลึก (ชำแหละลึก) ลงไปถึงความเปลี่ยนแปลงและกฎของระบบสุริยจักรวาลแล้ว
มนุษย์ก็ยังคงมีร่างกายคล้ายกัน บรรพชนซึ่งเป็นต้น
            กำเนิดในระยะเริ่มแรก
จุดสมมติฐานของดาร์วิน ๓ ประการ คือ.
๑) พืช และสัตว์ มีบรรพบุรุษมาแต่เดิมที่สืบทอดกันมา
๒) วิวัฒนาการเกิดจากทางเลือกตามธรรมชาติ คือสร้างคนรุ่นใหม่ให้สมบูรณ์กว่าเดิม
ให้ต่อสู้เพื่อดำรงตนอยู่ได้ท่ามกลางธรรมชาติ สิ่งที่อยู่ได้คือสิ่งที่สามารถปรับตัวเข้าได้กับสิ่งแวดล้อม ความเหมาะสมจะถ่ายทอดผ่านทางช่วงอายุ
๓) ความแตกต่างในระหว่างชาติพันธุ์เกิดจากทางเลือกในด้านสืบพันธุ์ด้วย (Sexual Selection)
ในปัจจุบัน สามารถค้นพบการแปรผันในพันธุกรรม สามารถทำได้โดยวิธีการต่างๆ เช่นการผสมเทียม การตอนต่อ แม้กระทั่งมนุษย์ในหลอดแก้ว
๓. ข้อเหมือนและข้อแตกต่างระหว่างแนวคิดทั้งสอง
ก. ข้อเหมือน
๑) ทั้งอัคคัญญสูตร และทฤษฎีวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์เป็นขั้นเป็นตอน ตามเหตุปัจจัย ตามกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของโลก
๒)ทั้งทัศนะของพระพุทธเจ้าและดาร์วิน ต่างก็มองมนุษย์เป็นผู้สร้างสรรค์มนุษย์เอง
ด้วยการกระทำหรือการงาน ที่เรียกว่าวรรณะ ก็แบ่งด้วยเหตุผลทางการงาน
มนุษย์จึงเลือกอนาคตของตนเองได้
๓)ทั้งสองยอมรับว่า ในระยะแรกมนุษย์มีความเป็นอยู่ง่ายๆ แบบธรรมชาติ ไม่ซับซ้อน (unorganized simplicity) ต่อมาก็ได้ขยายตัวออกเป็นสังคมที่มีอารยธรรมสลับซับซ้อน (organized complexity)
ข. ข้อแตกต่าง
๑) อัคคัญญสูตร เป็นผลแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้เกิดจากสัพพัญญุตญาณสัมมาสัมโพธิญาณ แต่ทางทฤษฎีวิวัฒนาการเกิดจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งเกิดขึ้นโดยอาศัย รวบรวมข้อมูลการสังเกตวิเคราะห์พิสูจน์ แล้วตั้งเป็นหลัก
๒) ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่เกี่ยวข้องกับความดีความชั่ว ศีลธรรมของมนุษย์
เป็นการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวิวัฒนาการของโลก พืช สัตว์ และมนุษย์ เท่านั้น
ในขณะที่อัคคัญญสูตรได้กล่าวถึง ความดีความชั่ว ที่เรียกว่า คนจะเลวก็เพราะทุจริต จะดีก็เพราะสุจริต
จะดับทุกข์ได้ก็เพราะการสำรวม และเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ และสรุปว่า
ผู้ประกอบด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์
๓) อัคคัญญสูตร ได้กล่าวถึงเทพประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่าอาภัสสรพรหม
ซึ่งมาสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของโลก จากโลกมืด เทพสว่างจนถึงโลกสว่าง
เทพมืดคือดับแสงในตัวจนถึงวิวัฒนาการของร่างกาย พืช
และสิ่งแวดล้อมจนถึงเกิดวรรณะและหน้าที่ของคน
แต่ทฤษฎีวิวัฒนาการ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเทพ
แต่กล่าวถึงสัตว์มีเซลล์เดียวและวิวัฒนาการมาจนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและมีกระดูกสันหลัง
จนถึง apeman มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงมนุษย์ยุคประวัติศาสตร์
๔) ผู้ค้นพบวิวัฒนาการ คือ นักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่แฮแรคลิตุส, ลูคลิตุส, ลามาร์ค และดาร์วิน
แต่ผู้แสดงอัคคัญญสูตร คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ที่มา : พระไตรปิฎกวิจารณ์ (A Critical Study of the Tipitaka) / มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

 ......................................................................................................
         ความหมายของ พระอภิธรรมปิฎก
            พระอภิธรรมปิฎก ประมวลพระพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรม คือ หลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ (เรียกย่อหรือหัวใจว่า
สํ  วิ  ธา  ปุ  ก  ย  ป) คือ ๑. สังคณี หรือ ธัมมสังคณี รวมข้อธรรมเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วอธิบายทีละประเภท ๆ

๒. วิภังค์ ยกหมวดธรรมสำคัญ ๆ ขึ้นตั้งเป็นหัวเรื่องแล้วแยกแยะออกอธิบายชี้แจงวินิจฉัยโดยละเอียด
๓. ธาตุกถา สงเคราะห์ข้อธรรมต่าง ๆ เข้าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ
๔. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมายของบุคคลประเภทต่างๆ ตามคุณธรรมที่มีอยู่ในบุคคลนั้นๆ
๕. กถาวัตถุ แถลงและวินิจฉัยทัศนะของนิกายต่างๆ สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓
๖. ยมก ยกหัวข้อธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบ โดยตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ
๗. ปัฏฐาน หรือ มหาปกรณ์ อธิบายปัจจัย๒๔ แสดงความสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันแห่งธรรมทั้งหลายโดยพิสดาร
            
พระอภิธรรมปิฎก ๑๒ เล่ม
เล่ม ๓๔ ธัมมสังคณี ต้นเล่มแสดง มาติกา (แม่บท) อันได้แก่บทสรุปแห่งธรรมทั้งหลายที่จัดเป็นชุดๆ มีทั้งชุด ๓ เช่น จัดทุกสิ่งทุกอย่างประดามีเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากฤตธรรม ชุดหนึ่ง เป็นอดีตธรรม อนาคตธรรม ปัจจุบันธรรม ชุดหนึ่ง ฯลฯ  และชุด ๒ เช่น จัดทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสังขตธรรม อสังขตธรรม ชุดหนึ่ง รูปีธรรม อรูปีธรรม ชุดหนึ่ง โลกียธรรม โลกุตตรธรรม ชุดหนึ่งเป็นต้น รวมทั้งหมดมี ๑๖๔ ชุด หรือ ๑๖๔ มาติกา จากนั้นขยายความมาติกาที่ ๑ เป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นกุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากฤตธรรมที่กระจายออกไปโดย จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ท้ายเล่มมีอีก ๒ บท แสดงคำอธิบายย่อหรือคำจำกัดความข้อธรรมทั้งหลายในมาติกาที่กล่าวถึงข้างต้นจนครบ ๑๖๔ มาติกา ได้คำจำกัดความข้อธรรมใน ๒ บท เป็น ๒ แบบ (แต่บทท้ายจำกัดความไว้เพียง ๑๒๒ มา
เล่ม ๓๕ วิภังค์ ยกหลักธรรมสำคัญ ๆ ขึ้นมาแจกแจงแยกแยะอธิบายกระจายออกให้เห็นทุกแง่จนชัดเจนจบไปเป็นเรื่องๆ รวมอธิบายทั้งหมด ๑๘ เรื่อง คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘อริยสัจจ์ ๔ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ฌาน อัปปมัญญา ศีล ๕ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณประเภทต่าง ๆ และเบ็ดเตล็ดว่าด้วยอกุศลธรรมต่างๆ อธิบายเรื่องใด ก็เรียกว่าวิภังค์ของเรื่องนั้นๆ เช่นอธิบายขันธ์ ๕ ก็เรียกขันธวิภังค์ เป็นต้น รวมมี ๑๘ วิภังค์

เล่ม ๓๖ ธาตุกถา นำข้อธรรมในมาติกาทั้งหลายและข้อธรรมอื่นๆ อีก ๑๒๕ อย่าง มาจัดเข้าในขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ ว่าข้อใดได้หรือไม่ได้ในอย่างไหนๆ และปุคคลบัญญัติ บัญญัติความหมายของชื่อที่ใช้เรียกบุคคลต่างๆ ตามคุณธรรม เช่นว่า โสดาบันได้แก่ บุคคลผู้ละสังโยชน์๓ ได้แล้ว ดังนี้เป็นต้น
เล่ม ๓๗ กถาวัตถุ คัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานการสังคายนาครั้งที่ ๓ เรียบเรียงขึ้น เพื่อ
แก้ความเห็นผิดของนิกายต่างๆ ในพระพุทธศาสนาครั้งนั้น ซึ่งได้แตกแยกกันออกแล้วถึง ๑๘ นิกาย เช่นความเห็นว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการเกิดได้ ทุกอย่างเกิดจากกรรมเป็นต้น ประพันธ์เป็นคำปุจฉาวิสัชนา มีทั้งหมด ๒๑๙ กถา
เล่ม ๓๘ ยมก ภาค ๑ คัมภีร์อธิบายหลักธรรมสำคัญให้เห็นความหมายและขอบเขตอย่างชัดเจน และทดสอบความรู้อย่างลึกซึ้ง ด้วยวิธีตั้งคำถามย้อนกันเป็นคู่ๆ (ยมก แปลว่า คู่) เช่นถามว่า ธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศล เป็นกุศลมูล หรือว่าธรรมทั้งปวงที่เป็นกุศลมูล เป็นกุศล, รูป (ทั้งหมด) เป็นรูปขันธ์ หรือว่ารูปขันธ์(ทั้งหมด) เป็นรูป, ทุกข์ (ทั้งหมด) เป็นทุกขสัจจ์ หรือว่าทุกขสัจจ์ (ทั้งหมด) เป็นทุกข์ หลักธรรมที่นำมาอธิบายในเล่มนี้มี ๗ คือ มูล (เช่นกุศลมูล) ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ สังขาร อนุสัย ถามตอบอธิบายเรื่องใด ก็เรียกว่ายมกของเรื่องนั้นๆ เช่น มูลยมก ขันธยมก เป็นต้น    เล่มนี้จึงมี ๗ ยมก
เล่ม ๓๙ ยมก ภาค ๒ ถามตอบอธิบายหลักธรรมเพิ่มเติมจากภาค ๑ อีก ๓ เรื่อง คือ จิตตยมก ธรรมยมก (กุศล-อกุศล-อัพยากตธรรม) อินทรียยมก บรรจบเป็น ๑๐ ยมก
เล่ม ๔๐ ปัฏฐาน ภาค ๑ คัมภีร์ปัฏฐานอธิบายปัจจัย ๒๔ โดยพิสดาร แสดงความสัมพันธ์อิงอาศัยเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแง่ด้านต่างๆ ธรรมที่นำมาอธิบายก็คือข้อธรรมที่มีในมาติกาคือแม่บทหรือบทสรุปธรรม ซึ่งกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์สังคณีนั่นเอง แต่อธิบายเฉพาะ ๑๒๒ มาติกาแรกที่เรียกว่า อภิธรรมมาติกา ปัฏฐานเล่มแรกนี้ อธิบายความหมายของปัจจัย ๒๔ เป็นการปูพื้นความเข้าใจเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่เนื้อหาของเล่ม คือ อนุโลติกปัฏฐาน อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) โดยปัจจัย ๒๔ นั้น เช่นว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย (เพราะศรัทธา จึงให้ทาน จึงสมาทานศีล จึงบำเพ็ญฌาน จึงเจริญวิปัสสนา ฯลฯ) กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย (คิดถึงทานที่ตนได้ให้ ศีลที่ได้รักษาแล้ว ดีใจ ยึดเป็นอารมณ์แน่นหนาจนเกิดราคะ ทิฏฐิ, มีศรัทธา มีศีล มีปัญญา แล้วเกิดมานะว่า ฉันดีกว่า เก่งกว่า หรเกิดทิฏฐิว่า ต้องทำอย่างเรานี้เท่านั้นจึงถูกต้อง ฯลฯ) อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย (เพราะความอยากบางอย่าง หรือเพราะมานะหรือทิฏฐิ จึงให้ทาน จึงรักษาศีล จึงทำฌานให้เกิด ฯลฯ) กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม โดยอารัมมณปัจจัย (คิดถึงฌานที่ตนเคยได้แต่มาเสื่อมไปเสียแล้ว เกิดความโทมนัส ฯลฯ) อย่างนี้เป็นต้น (เล่มนี้อธิบายแต่ในเชิงอนุโลมคือตามนัยปกติไม่อธิบายตามนัยปฏิเสธจึงเรียกว่าอนุโลมปัฏฐาน)   เล่ม ๔๑ ปัฏฐาน ภาค ๒ อนุโลมติกปัฏฐาน ต่อ คือ อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทชุด ๓ ต่อจากเล่ม ๔๐ เช่น อดีตธรรมเป็นปัจจัยแก่ปัจจุบันธรรม โดยอารัมมณปัจจัย (พิจารณารูปเสียงเป็นต้น ที่ดับเป็นอดีตไปแล้วว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เกิดความโทมนัสขึ้น ฯลฯ) เป็นต้น
เล่ม ๔๒ ปัฏฐาน ภาค ๓ อนุโลมทุกปัฏฐาน อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา) เช่น โลกียธรรมเป็นปัจจัยแก่โลกียธรรม โดยอารัมมณปัจจัย (รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ) ดังนี้ เป็นต้น
เล่ม ๔๓ ปัฏฐาน ภาค ๔ อนุโลมทุกปัฏฐาน
เล่ม ๔๔ ปัฏฐาน ภาค ๕ ยังเป็นอนุโลมปัฏฐาน แต่อธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแม่บทต่างๆ ข้ามชุดกันไปมา ประกอบด้วย อนุโลมทุกติกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา) กับธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) เช่น อธิบาย "กุศลธรรมที่เป็นโลกุตตรธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ที่เป็นโลกียธรรม โดยอธิปติปัจจัย" เป็นอย่างไร เป็นต้น อนุโลมติกทุกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๓
(ติกมาติกา) กับธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา)อนุโลมติกติกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๓
(ติกมาติกา) กับธรรมในแม่บทชุด ๓ (ติกมาติกา) โยงระหว่างต่างชุดกัน เช่นอธิบายว่า "กุศลธรรมที่เป็นอดีตธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรมที่เป็นปัจจุบันธรรม" เป็นอย่างไร เป็นต้นอนุโลมทุกทุกปัฏฐาน ธรรมในแม่บทชุด ๒ (ทุกมาติกา) กับธรรมในบทชุด ๒ (ทุกมาติกา) โยงระหว่างต่างชุดกัน
 เช่นชุด
โลกียะ  โลกุตตระ   กับชุดสังขตะอสังขตะ เป็นต้น

เล่ม ๔๕ ปัฏฐาน ภาค ๖ เป็นปัจจนียปัฏฐาน คืออธิบายความเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายอย่างเล่มก่อนๆ นั่นเอง แต่อธิบายแง่ปฏิเสธ แยกเป็น ปัจจนียปัฏฐาน คือ ปฏิเสธ+ปฏิเสธ เช่นว่า ธรรมที่ไม่ใช่กุศล อาศัยธรรมที่ไม่ใช่กุศลเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร อนุโลมปัจจนียปัฏฐาน คือ อนุโลม+ปฏิเสธ เช่นว่า อาศัยโลกิยธรรม ธรรมที่ไม่ใช่โลกุตตรธรรมเกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร ปัจจนียานุโลมปัฏฐาน คือ ปฏิเสธ+อนุโลม ว่า อาศัยธรรมที่ไม่ใช่กุศลธรรมที่เป็นอกุศล เกิดขึ้น โดยเหตุปัจจัย เป็นอย่างไร และในทั้ง ๓ แบบนี้ แต่ละแบบ จะอธิบายโดยใช้ธรรมในแม่บทชุด ๓ แล้วต่ด้วยชุด ๒ แล้วข้ามชุดระหว่างชุด ๒ กับชุด ๓  ชุด ๓ กับชุด ๒  ชุด ๓ กับชุด ๓ 
ชุด ๒ กับชุด ๒ จนครบทั้งหมดเหมือนกัน ดังนั้นแต่ละแบบจึงแยกซอยละเอียดออกไปเป็น ติก ทุก ทุกติก ติกทุก ติกติก ทุกทุก ตามลำดับ (เขียนให้เต็มเป็น ปัจจนียติกปัฏฐาน ปัจจนียทุกปัฏฐาน ปัจจนียทุกติกปัฏฐาน ฯลฯ ดังนี้เรื่อยไป จนถึงท้ายสุดคือ ปัจจนียานุโลมทุกทุกปัฏฐาน)
     
         คัมภีร์ปัฏฐานนี้ ท่านอธิบายค่อนข้างละเอียดเฉพาะเล่มต้นๆ เท่านั้นเล่มหลังๆ ท่านแสดงไว้แตหัวข้อหรือแนว และทิ้งไว้ให้ผู้เข้าใจแนวนั้นแล้วเอาไปแจกแจงโดยพิสดารเอง โดยเฉพาะเล่มสุดท้ายคือภาค ๖ แสดงไว้ย่นย่อที่สุด     แม้กระนั้นก็ยังเป็นหนังสือถึง ๖ เล่ม หรือ ๓,๓๒๐ หน้ากระดาษพิมพ์ ถ้าอธิบายโดยพิสดารทั้งหมดจะเป็นเล่มหนังสืออีกจำนวนมากมายหลายเท่าตัว ท่านจึงเรียกปัฏฐานอีกชื่อหนึ่งว่า "มหาปกรณ์" แปลว่า ตำราใหญ่ ใหญ่ทั้งโดยขนาดและโดยความสำคัญ

                                                       
                                                      การแบ่งยุคสมัยของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
แบ่งตามวิวัฒนาการตามลำดับเหตุการณ์ ได้ดังนี้คือ
(1) สมัยอริยกะ ระยะเวลาประมาณ 950 ปีก่อนพุทธกาล
(2) สมัยพระเวท ระยะเวลาประมาณ 957-475 ปีก่อนพุทธกาล
(3) สมัยพราหมณ์ ระยะเวลาประมาณ 257 ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ. 43
(4) สมัยฮินดูเก่า (ฮินดูแท้) และ สมัยอุปนิษัท ประมาณ 57 ปีก่อนพุทธกาล-ต้นพุทธกาล
(5) สมัยสูตร ระยะเวลาประมาณ พ.ศ.60-พ.ศ.360
(6) สมัยอวตาร ระยะเวลาประมาณ พ.ศ.220-พ.ศ.660
(7) สมัยเสื่อม ระยะเวลาประมาณ พ.ศ.861-พ.ศ.1190
(8) สมัยฟื้นฟู ระยะเวลาประมาณ พ.ศ.1200-พ.ศ.1740
(9) สมัยภักติ ระยะเวลาประมาณ พ.ศ.1740-พ.ศ.2300

คำว่า ฮินดู แปลว่า ธรรมที่สอนลัทธิอหิงสา ตรงกับคำว่า หินทู ที่มีความหมายว่า ผู้ละเว้นหิงสากรรม
หรือมีความหมายอีก 2 นัยคือ
(1) เป็นคำที่ชาวอารยันที่อพยพเข้าไปอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าเปอร์เซียสมัยโบราณเรียกพวกอารยันที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณ ลุ่มแม่น้ำสินธุของอินเดีย
(2) เป็นคำที่ใช้เรียกลูกผสมระหว่างชาวอารยันกับพวกพื้นเมืองเดิมของชมพูทวีป
สมัยอริยกะ
เป็นสมัยที่พวก อารยัน (อริยกะ) เริ่มอพยพเข้าสู่อินเดียทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำสินธุ) เข้าปะปนกับคนพื้นเมืองเจ้าของถิ่นเดิมของอินเดีย คือพวก มิลักขะ หรือ ทราวิท
ทั้งพวก อริยกะ และพวก มิลักขะ ต่างมีศาสนาเดิมของตนอยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือ พวกมิลักขะนับถือธรรมชาติ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เชื่อว่าธรรมชาติทั้ง 4 เป็นเทพเจ้า ประทับอยู่บนสวรรค์บน ภูเขาพระสุเมรุ มีพิธีบวงสรวงเทพเจ้าด้วยไฟ เพราะเชื่อว่าควันไฟที่ลอยขึ้นสู่เบื้องบนนั้น เป็นสื่อนำความประสงค์ของผู้สังเวยไปให้เทพเจ้าทราบ
ศาสนาเดิมที่พวกอริยกะนับถืออยู่ก่อนอพยพเข้าอินเดีย ได้แก่การนับถือธรรมชาติและวิญญาณบรรพบุรุษ ธรรมชาติที่พวกอริยกะนับถือว่าเป็นเทพเจ้า ได้แก่ เทพผู้บันดาลสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดขึ้นในโลก คือ "อินทร์" เทพผู้ให้ความร้อนและแสงสว่าง คือ "สาวิตรี" เทพผู้ให้ ความเย็นความชุ่มชื้น คือ "วรุณ" และเทพผู้ทำลายชีวิตมนุษย์และสัตว์ คือ "ยม" หรือ "มฤตยู"
ต่อมาพวกอริยกะทำสงครามชนะพวกพื้นเมืองและขณะมีอำนาจในการปกครอง ได้ปรับเทพเจ้าที่ตนนับถือเข้ากับเทพเจ้าของพวกมิลักขะ โดยสร้างเทพเจ้าอัคนีขึ้นมาใหม่แต่ให้อยู่ในฐานะบริวารของสาวิตรี เพื่อให้พวกพื้นเมืองเดิมสำนึกตนอยู่เสมอว่า อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพวกอริยกะ
-----------------------------------------------------------
สมัยพระเวท
ในสมัยนี้พวกอริยกะได้สร้างเทพเจ้าขึ้นใหม่อีกหลายองค์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ เทพเจ้าแห่งสวรรค์ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า และเทพเจ้าแห่งพื้นพิภพ และพิธีบูชาเทพเจ้าก็เปลี่ยนไปจาก "พลี" เป็น "บูชายัญ" ด้วยชีวิตสัตว์ มีการถวายเครื่องดื่มเรียกว่า "น้ำโสม" พร้อมนมเนยและมีบทสวดขับสำหรับพิธีบูชาเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ต่อมาสังคมของพวกอารยันเริ่มมั่นคงและขยายตัวกว้างขวางใหญ่ขึ้น มีการแบ่งชนชั้นเป็น 3 สถานภาพ คือ นักบวช นักรบ และ เกษตรกร ในชนชั้นทั้ง 3 สถานภาพนี้ นักบวช ได้รับความเคารพนับถือมากที่สุด เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
นักบวชนี้แบ่งออกเป็น 3 พวกทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน คือ
- พวกที่หนึ่งทำหน้าที่บูชาเทพเจ้า     - พวกที่สองทำหน้าที่ สวดขับกล่อม และ  - พวกที่สามทำหน้าที่จัดพิธีกรรมตามลัทธิ
นอกจากนี้ยังมีพราหมณ์อีกพวกหนึ่งเรียกว่า "พรหมา" เป็นผู้เชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรม ทำหน้าที่ควบคุมการบูชายัญให้ถูกต้องตามคัมภีร์พระเวทอีกด้วย
ยุคนี้ได้ชื่อว่า "สมัยพระเวท" เพราะปลายยุคนี้พวกพราหมณ์ได้ประมวลบทสวดขับต่างๆขึ้นเป็นหมวดหมู่ ทำให้เกิดตำรา(คัมภีร์)ทางศาสนาฉบับแรกขึ้น คัมภีร์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า "ฤคเวท" ประกอบด้วยคำฉันท์ สำหรับอ้อนวอนและสรรเสริญพระเจ้า คำสวดขับกล่อม สำหรับพิธีถวายน้ำโสม และโศลกผสมร้อยแก้ว อธิบายวิธีประกอบพิธีกรรมบวงสรวงพระเจ้า คัมภีร์ฤคเวทนี้พราหมณ์อธิบายว่า ได้มาจากเสียงทิพย์(ศรุติ) จากโอษฐ์ของเทพเจ้าองค์ใหม่ที่พวกพราหมณ์สร้างขึ้นและให้ชื่อว่า "พรหม" พระพรหมที่พราหมณ์กำหนดขึ้นใหม่นี้ พราหมณ์อธิบายว่าทรงเป็นเทพเจ้าผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์และเป็นบรรพบุรุษของพราหมณ์
สมัยพราหมณ์

เป็นสมัยที่พวกอารยันแผ่อำนาจครอบครองอินเดียภาคเหนือได้ทั้งหมด กำเนิดแคว้นต่างๆแต่ละแคว้น มีพระราชาปกครองเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน ส่วนพวกคนพื้นเมืองเดิมที่ต้องตกอยู่ในอำนาจปกครองของพวกอารยันนั้นถูกเรียกว่า "ทัสยุ" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า "ทาส" ในเวลาต่อมา
พวกอารยันสมัยนี้เชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและการทำพลีบูชาเทพเจ้าว่า
1. ถ้าประกอบพิธีกรรมอย่างถูกต้องจนเป็นที่พอพระทัยของเทพเจ้าแล้ว เทพเจ้าจะเมตตาประทานพรให้สมปรารถนาที่ขอ
2. ผู้ประกอบพิธีกรรมด้วยความมานะพากเพียรยิ่งจนถึงที่สุด อาจเปลี่ยนสถานภาพจากมนุษย์ธรรมดาเป็นเทพเจ้าได้
ความเชื่อประการแรก ทำให้นักบวชพราหมณ์กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในจิตใจประชาชน สมัยนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นสมัยพราหมณ์ เพราะเป็นสมัยที่พราหมณ์ได้รับความยกย่องอยู่ในฐานะ สูงสุดยิ่งกว่าพระราชา
ความเชื่อประการที่สอง ทำให้เกิดค่านิยมว่าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีโอกาสยกฐานะของตนเทียบเท่าพระราชาหรือยิ่งกว่าได้ เป็นเหตุให้มีผู้สละทรัพย์สมบัติและครัวเรือนออกบวช ทำให้เกิดเจ้าลัทธิใหม่เพิ่มขึ้น
งานสำคัญที่พราหมณาจารย์สมัยนี้สร้างขึ้น ได้แก่
1. กำหนดพิธีกรรมต่างๆทางศาสนาทั้งของพระราชาและประชาชนที่มีระเบียบแบบแผน อันยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เช่น พิธีราชสยะ (ราชาภิเษก) พิธีอัศวเมธ (ปล่อยม้าอุปการ) และ พิธีบุรุษเมธ (บูชายัญมนุษย์) เป็นต้น
2. ปรับปรุงเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าใหม่ คือ กำหนดให้พระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด และอธิบายสภาวะของเทวดาว่า เดิมต้องตายเช่นเดียวกับพวกมนุษย์ แต่ภายหลังพวกเทวดาได้กระทำพิธีบำเพ็ญตบะและพิธีพลีบูชาพระพรหม พระพรหมจึงประทานความเป็น อมตะ (อมร) ให้
3. สร้างเทพเจ้าขึ้นใหม่อีก 2 องค์ คือ พระศิวะ (เทพแห่งภูเขา) และ พระวิษณุ (เทพแห่งทะเลและมหาสมุทร)
4. สร้างคัมภีร์ใหม่ 2 คัมภีร์ คือ คัมภีร์อรัณยกะ เป็นคู่มือสำหรับผู้สละบ้านเรือนออกบวชเป็นฤาษี และ คัมภีร์อาถรรพเวท ประกอบด้วยคาถาอาคมต่างๆสำหรับเสกเป่าเพื่อทำลาย สิ่งอัปมงคล สร้างสวัสดิมงคล และนำความชั่วร้ายไปสู่ศัตรู คัมภีร์นี้สร้างขึ้นเพื่อปลูกฝัง ความเลื่อมใสในศาสนาพราหมณ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะปลายยุคนี้ศาสนาพราหมณ์ต้องเผชิญหน้ากับพุทธศาสนา ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ
5. เกิด โรงเรียน สำหรับนักบวชพราหมณ์นิกายต่างๆ ผลของการศึกษาที่ขยายตัวออกไปในสมัยนี้ ทำให้เกิดลัทธิพราหมณ์นิกายต่างๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และแต่ละนิกายต่างก็แข่งขันกันสร้างคัมภีร์ของตนเองขึ้นโดยเฉพาะ
6. เกิดการ แบ่งชั้นวรรณะ ของบุคคลในสังคมออกเป็น 4 วรรณะใหญ่ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และ ศูตร วรรณะสุดท้ายนี้ได้แก่พวกมิลักขะซึ่งเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมทั้งหมด พราหมณ์อธิบายไว้ในคัมภีร์พระเวทว่า พระพรหมผู้ทรงสร้างมนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นเพื่อสันติในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์
ทรงสร้างบุคคลวรรณะ พราหมณ์ (นักบวช) จาก พระโอษฐ์
สร้างวรรณะ กษัตริย์ (นักปกครอง) จาก พระพาหา
สร้างวรรณะ แพศย์ (พ่อค้าประชาชนทั่วไป) จาก พระโสณี (ตะโพก)
และสร้างวรรณะ ศูตร (กรรมกร แรงงาน) จาก พระบาท

สมัยฮินดูเก่า (สมัยฮินดูแท้)
สมัยนี้เป็นสมัยแรกที่กำเนิด ปรัชญา ซึ่งถือได้ว่าเป็นแก่นแท้ของศาสนาพราหมณ์ ซึ่ง พราหมณาจารย์ทั้งหลายเป็นผู้คิดขึ้น และในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้เองที่ลัทธิศาสนาซึ่งมีชื่อเดิมว่าศาสนาพราหมณ์ได้กลายมาเป็นศาสนาฮินดู
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดจากผลงานของบรรดาพราหมณาจารย์สมัยนี้มีดังนี้
1. มีการกำหนดความสำคัญของเทพเจ้าต่างๆกันใหม่ตามความนิยมของสังคม
2. พราหมณาจารย์ทั้งหลายร่วมมือกันปรับปรุงลัทธิศาสนาของตนให้ได้รับความนิยมจากประชาชน
และช่วยกันเผยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง
3. สถานศึกษาของนักบวชพราหมณ์ได้รับการพัฒนาให้เจริญมากขึ้น ศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่ตักศิลา
ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของบรรดาคณาจารย์ทั้งหลายที่เรียกว่า "ทิศาปาฏิโมกข์"
4. มีการปรับปรุงปรัชญาและแนวคิด คือ
4.1 มีการเพิ่มเติมคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของ พรหม ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คืออธิบายว่า พระเจ้าที่แท้จริงมีแต่พรหมองค์เดียวเท่านั้น พรหมเป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งเที่ยงแท้ แต่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา
4.2 มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสภาพต่างๆกันเพราะ กรรมเก่า (ซึ่งหมายถึงการกระทำทั้งดีและชั่ว) พรหมเป็นศูนย์รวมและเป็นต้นกำเนิดแห่งวิญญาณทั้งปวง สิ่งมีชีวิต ทั้งหลายล้วนถือกำเนิดมาจากพรหม จึงมีวิญญาณซึ่งแบ่งแยกมาจากพรหมสิงสถิตอยู่ วิญญาณทุกดวงที่แยกออกมาจากพรหม อาจเข้าสิงสถิตในร่างของเทวดา มนุษย์ สัตว์ หรือพืชก็ได้ ทุกครั้งที่ร่างเดิมแตกดับจากสภาพใดสภาพหนึ่งไปอุบัติในร่างใหม่ เรียกว่า "ภพหรือชาติหนึ่ง" ตราบใดที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม คงต้องผจญกับความทุกข์เรื่อยไป เมื่อไรวิญญาณหลุดพ้นจากภาวะเวียนว่ายตายเกิด (เรียกว่าโมกษะ) วิญญาณดวงนั้นจะกลับไปรวมกับพรหมเช่นเดิม
4.3 ผู้ใดยุติการกระทำกรรมทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากการเกิด
4.4 โลกที่พรหมสร้างมีกำหนดอายุขัย เมื่อครบกำหนดอายุขัยจะมีการล้างโลกแล้วสร้างโลกขึ้นใหม่ ระยะเวลานับแต่สร้างโลกจนถึงล้างโลก เรียกว่า "กัลป์" หนึ่ง 1 กัลป์แบ่งเป็น 4 ยุค คือ กฤตยุค เตรตายุค ทวาปรยุค และ กลียุค ยุคทั้ง 4 รวมกันเรียกว่า "มหายุค" แต่ละยุคเวลาจะสั้นลงตามลำดับ พร้อมกันนั้นความดีงามของโลกก็ลดลงตามลำดับเช่นกัน
5. กำหนดการศึกษาภาคบังคับ
ก่อนเริ่มการศึกษานักบวชพราหมณ์จะทำพิธีเสกเป่ามนตร์และคล้องเส้นด้ายมงคลอันศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า "สายธุรำ" เฉวียงบ่า    พิธีนี้เรียกว่า "ยัชโญปวีต" ผู้ผ่านการทำพิธีดังกล่าวแล้วถือว่าเป็นผู้เกิดใหม่อีกครั้ง เรียกว่า "ทวิช"
--------------------------------------------------------------------------------
สมัยอุปนิษัท
เป็นสมัยแห่งความพยายามคิดค้นเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากภาวะเวียนว่ายตายเกิด   มีเจ้าลัทธิที่มีความเชื่อแตกต่างกันเกิดขึ้น 4 พวก คือ
(1) พวกที่เชื่อผลแห่งญาณคือความรู้แจ้ง
(2) พวกที่เชื่อผลของการทำพิธีพลี บูชายัญ
(3) พวกที่เชื่อผลของการบำเพ็ญตบะทรมานกายและจิต, และ
(4) พวกที่เชื่อว่าสิ่งที่เป็นรูปธรรมทั้งปวงคืออุปสรรคสกัดกั้นมิให้จิตเข้าถึงจุดหมายซึ่งเป็นนามธรรม และเชื่อว่าการที่จะหลุดพ้นจากภาวะการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง
สมัยนี้พราหมณ์ได้สร้างคัมภีร์อุปนิษัทว่าด้วย ลัทธิปรมาตมัน และ หลักโมกษะ ขึ้น คัมภีร์อุปนิษัทที่เกิดขึ้นในสมัยนี้
ได้ใช้เป็นตำราเรียนภาคสุดท้ายสำหรับนักบวชพราหมณ์ต่อจากพระเวท คัมภีร์ "อุปนิษัท" จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เวทานตะ" (แปลว่า-ที่สุดแห่งพระเวท)
สำหรับปรัชญาธรรมคำสอนในคัมภีร์อุปนิษัทนี้มีว่า : ความจริงแท้หรือความจริงอันสูงสุดที่เรียกว่า อันติมสัจจะของโลกและจักรวาลนั้นมีสิ่งเดียวคือ พรหมัน หรือ ปรมาตมัน ซึ่ง ปรมาตมันนั้นคือ วิญญาณสากล อันเป็นศูนย์รวมของวิญญาณย่อยทั้งหลายที่เรียกว่า อาตมัน หรือ ชีวาตมัน ในโลกนี้ วิญญาณสากลคือปรมาตมันนี้เป็นความจริงแท้ เป็นความจริงอันสูงสุด ไม่มีเพศ ไม่มีตัวตน มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง มีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง เป็นอมตภาพ วิญญาณที่ไม่มีวันดับสลาย ไม่มีเบื้องต้นและไม่มีเบื้องปลาย จึงไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอยู่ชั่วนิรันดร เป็นที่เกิด เป็นที่รักษาและเป็นที่กลับมารวมอยู่ของสรรพวิญญาณทั้งหลายในสากลโลกนี้
ดังนั้น ปรัชญาธรรมในคัมภีร์อุปนิษัทนี้จึงเน้นหนักอยู่ที่การศึกษาและการปฏิบัติต่อตนเองให้รู้จักและเข้าใจ ให้เห็นตัวเอง หรืออาตมันนั้นอย่างถ่องแท้ ให้รู้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาตมันคือตัวตน และนั้นก็คือพรหมัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพรหมัน แล้วต้องพาวิญญาณคืออาตมันนั้นเข้าภาวะแห่งพรหมันหรือโมกษะนั้นให้ได้ในที่สุด
ปลายยุคนี้พราหมณ์ชื่อ "ฤาษีวาลมิกิ" ได้ร้อยกรองวรรณกรรมเรื่อง รามายณะ ขึ้น และพราหมณ์ชื่อ "ฤาษีกฤษณะไทวปายนะ" ก็ได้ร้อยกรองวรรณกรรมเรื่อง ภารตะ ขึ้น  ซึ่งภายหลัง พระราม และ พระกฤษณะ ตัวเอกของวรรณกรรมทั้งสองเรื่องนี้ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญในลัทธิศาสนานี้ด้วย
------------------------------------------------------------

สมัยสูตร

ในสมัยนี้วรรณกรรมเรื่อง "ภารตะ" ได้รับการแต่งต่อเพิ่มเติมจนกลายเป็น "มหาภารตะ" และพราหมณ์ได้จัดทำตำราเรียนสำหรับกุลบุตรพราหมณ์ใช้ศึกษาในโรงเรียนขึ้น ตำราดังกล่าวเป็นบทสรุป (สุตตะหรือสูตร) ของพระเวททั้งหมด เรียกว่า "เวทางค์" แปลว่าองค์แห่งพระเวท จำแนกออกเป็น 6 สาขาวิชา คือ ศึกษาศาสตร์ (ว่าด้วยการออกเสียง) กัลปศาสตร์ (ว่าด้วยพิธีกรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี) ไวยากรณศาสตร์ (ว่าด้วยหลักภาษา การแปลและตีความ) นิรุกติศาสตร์ (ว่าด้วยที่มาและความหมายของศัพท์ที่ใช้ในพระเวท) ฉันทศาสตร์ (ว่าด้วยการประพันธ์บทร้อยกรอง โศลกและฉันท์) และ โชยติสศาสตร์ (ว่าด้วยดาราศาสตร์และโหราศาสตร์)
-----------------------------------------------------------

สมัยอวตาร
เป็นสมัยที่เกิดเหตุการณ์จลาจลในอินเดียต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน สาเหตุเนื่องมาจากการชิงอำนาจกันเองภายในประเทศ และถูกศัตรูจากภายนอกประเทศรุกรานผลัดเปลี่ยนกันเข้าครองอินเดีย หากพวกใดได้เป็นใหญ่ก็จะฟื้นฟูศาสนาที่ตนนับถือขึ้นมาในสมัยของตน ศาสนาฮินดูเองก็แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆมากมาย สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ศาสนาฮินดูเสื่อมโทรมลงมาก พราหมณาจารย์จึงปรับปรุงลัทธิศาสนาของตนเสียใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

สิ่งที่ปรับปรุงในสมัยนี้ที่นับว่าสำคัญ ได้แก่
1. เกี่ยวกับเทพเจ้า พราหมณ์ได้สร้างเรื่องอวตาร ซึ่งหมายถึงการแบ่งภาคมาเกิดของ เทพเจ้าสูงสุดแห่งลัทธิศาสนาฮินดู เพื่อรวมเทพเจ้าที่เกิดขึ้นใหม่หลายองค์มาขึ้นกับพรหมซึ่งเป็นเทพสูงสุดของพราหมณ์
2. เกี่ยวกับปรัชญาชีวิต สมัยนี้มีนักคิดเจ้าลัทธิให้กำเนิดปรัชญาสำคัญๆ 6 ลัทธิ พราหมณ์ได้รับปรัชญาทั้งหกนี้เข้ามาไว้ในศาสนาของตนเรียกว่า "ษัททรรศนะ" "ศาสตร์ทั้งหก" "ทรรศนะหก" หรือ "ปรัชญาหก"
3. มีการเพิ่มเติม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและรวบรวมกฎวินัย (เรียกว่า "ธรรม") สำหรับบุคคลแต่ละวรรณะประพฤติปฏิบัติลงเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้เกิดคัมภีร์ซึ่งต่อมาถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของกฎหมายโลก เรียกว่า "มนูธรรมศาสตร์"
4. มีการร้อยกรองวรรณกรรมเรื่อง "รามายณะ" และ "มหาภารตะ" เพิ่มเติม โดยเฉพาะส่วนที่เพิ่มเติมในเรื่องมหาภารตะ สมัยนี้เป็นต้นกำเนิดของคัมภีร์สำคัญอีกฉบับหนึ่งคือ "คัมภีร์ภควัทคีตา" แปลว่าบทเพลงของพระเจ้าผู้ควรบูชา (คือพระกฤษณะ) สาระสำคัญของ ภควัทคีตา ได้แก่ ธรรมปฏิบัติที่จะช่วยให้ผู้ครองเรือนสามารถบรรลุความดีสูงสุดได้โดยมิต้องออกบวช (สอนให้ประกอบแต่ความดีและละทิ้งความปรารถนาอันเป็นต้นเหตุให้เกิดกรรม) อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมทั้งสองเรื่องนี้ในที่สุดก็ได้กลายเป็นคัมภีร์ทั้งคู่ รวมเรียกว่า "คัมภีร์อิติหาส" หมายถึง เรื่องราวของวีรบุรุษ


------------------------------------------------------------------
สมัยเสื่อม
สมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคเสื่อมของศาสนาฮินดูเพราะเป็นสมัยที่ลัทธิศาสนาฮินดูแตกแยกเป็นนิกายต่างๆมากมาย แต่ละนิกายมีข้อปฏิบัติเสื่อมทรามลงกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะนิกายใหญ่ที่สำคัญ 2 นิกาย คือ นิกายที่นับถือ พระศิวะ เป็นใหญ่เรียกว่า "ไศวะนิกาย" กับนิกายที่นับถือ พระวิษณุ เป็นใหญ่เรียกว่า "ไวษณพนิกาย" ต่างสร้างประวัติยกย่องเทพเจ้าฝ่ายตนเลิศเลอและดูหมิ่นเหยียดหยามเทพเจ้าของอีกฝ่ายหนึ่ง และนับเป็นสมัยเสื่อมแห่งพระพรหม
แต่ท่ามกลางความเสื่อมเหล่านั้น ได้มีสิ่งสำคัญเกิดขึ้น นั่นคือ กำเนิดเครื่องหมายอันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนานี้ ซึ่งมีที่มาจากกำเนิดของ ตรีมูรติ คือ เทพสูงสุดทั้งสาม เครื่องหมายดังกล่าวได้แก่อักษรเทวนาครีซึ่งมีคำอ่านว่า "โอม" และมีวรรณกรรมที่เกี่ยวกับศาสนาฮินดูเล่มหนึ่งซึ่งนับว่ามีความสำคัญมากได้แก่วรรณกรรมชื่อ "ปุราณะ"
--------------------------------------------------------------------------------
สมัยฟื้นฟู
ที่เรียกสมัยนี้ว่าสมัยฟื้นฟูเพราะเป็นสมัยที่ พุทธศาสนา ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ ศาสนาฮินดู เริ่มเสื่อมสูญจากอินเดีย แต่ศาสนาฮินดูกลับได้รับการอุปถัมภ์ บรรดาเจ้าลัทธิทั้งหลายในศาสนาฮินดูพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความมั่นคงถาวรและเผยแผ่ลัทธิศาสนาของตนออกไปให้ แพร่หลายมากที่สุด โดยเฉพาะในหมู่คนพื้นเมืองเดิม พร้อมกับพยายามกีดกันศาสนาพุทธและศาสนาเชนไม่ให้มีโอกาสกลับมาเป็นคู่แข่งได้อีก
การปรับปรุงและความเปลี่ยนแปลงสำคัญของศาสนาฮินดูที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ คือ
- มีการปรับปรุงแก้ไขคัมภีร์เก่าให้ชัดเจนเหมาะสมทันสมัยและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
- มีการแต่งกวีบทสวดอ้อนวอนด้วยคำประพันธ์
(ฉันท์หรือกาพย์) อันไพเราะเป็นภาษาทมิฬ (ภาษาของคนพื้นเมืองเดิม) ออกทำการเผยแผ่ลัทธิของตนแก่มหาชนอย่างกว้างขวาง
- มีการกำเนิดลัทธิความเชื่อใหม่ 2 ลัทธิ ได้แก่
ลัทธิศักติ คือ การบูชาเทพเจ้า ฝ่ายหญิงที่เป็นชายาของเทพเจ้าที่นับถือสูงสุด เช่น
พระอุมาเทวี ชายาพระศิวะ             พระลักษมี เทวีชายาพระวิษณุ             พระสุรัสวดี ชายาพระพรหม
และ ลัทธิภักติ หรือการบูชาพระภควานหรือพระผู้ควรบูชา ความภักดีนี้จะแสดงต่อเทพเจ้าองค์ใดที่ตนนับถือก็ได้

- มีการก่อสร้างเทวสถานใหญ่โต
ประดับประดาอย่างวิจิตร เกิดขึ้นตามนครใหญ่ๆทั่วไป
มีการนำเทวรูปออกแห่แหนด้วยกระบวนการแห่ซึ่งเริ่มนิยมกระทำกันในสมัยนี้
- เกิดลัทธิค่านิยมยกย่องหญิงหม้ายที่ยอมเผาตัวตายพร้อมศพสามีว่าเป็นผู้กล้าหาญ
และเป็นหญิงที่ประเสริฐเกิดขึ้นอีกด้วย
หญิงที่ยอมเผาตัวตายพร้อมพิธีศพสามีนี้เรียกว่า "สตี" (แปลว่าดี) มาจากพระนามของ พระนางสตี ผู้เผาตัวอุทิศแด่พระศิวะ
ค่านิยมดังกล่าวเป็นต้นกำเนิดของประเพณีเผาตัวตายตามสามีที่เรียกว่า "พิธีสตี"
--------------------------------------------------------------------------------
สมัยภักติ
ลัทธิภักติได้เจริญขึ้นในอินเดียภาคเหนือ อันมีพระวิษณุเป็นมหาเทพสูงสุด
และแบ่งนิกายที่สำคัญออกได้เป็น 3 นิกายตามความแตกต่างของเทพเจ้าสูงสุดที่นิยมนับถือกัน คือ
นิกายที่ 1 นับถือ พระราม                นิกายที่ 2 นับถือ พระกฤษณะ                   นิกายที่ 3 นับถือ พระราม
(แต่ปฏิเสธเรื่องพระรามคืออวตารของพระวิษณุ)
ลัทธิภักติ เผยแผ่ลัทธิด้วยภาษาพื้นเมือง และยกย่องอาจารย์ผู้สอนลัทธิว่าเป็นผู้ควรแก่ การเคารพอย่างสูงเรียกว่า "คุรุ" พิธีกรรมในลัทธิมีการสวดมนต์ภาวนา เสกเป่าและกินข้าวเสก มีนักบวชและคฤหัสถ์ประจำลัทธิ อย่างไรก็ตาม แม้ทั้ง 3 นิกายจะนับถือพระเจ้าต่างองค์กัน แต่ก็มีหลักการที่ตรงกัน คือ มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวนั่นคือพระวิษณุมหาเทพ พระเจ้าทรงประทานความเมตตากรุณาแก่ ผู้ภักดีและบูชาพระองค์ เชื่อว่าวิญญาณมนุษย์เป็นส่วนที่แยกมาจากพระเจ้า เป็นสิ่งอมตะ ผู้ภักดีต่อพระเจ้าไม่ว่าจะอยู่ในวรรณะใด ย่อมได้รับความหลุดพ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านไป จำนวนของผู้ที่ปฏิเสธคำสอนในคัมภีร์พระเวทได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของศาสนาเชนและศาสนาพุทธ ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาของอินเดียยังได้มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากจุดกำเนิด จนเกิดแนวความคิดหรือลัทธิที่แตกต่างกันออกไปอีกหลายลัทธิ ประกอบด้วย นยายะ, ไวเศษิกะ, สางขยะ, โยคะ, มีมางสา และ เวทานตะ ลัทธิครูทั้งหกนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการก่อรูปความคิดและจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการสื่อสารของชาวอินเดีย ลัทธิครูทั้งหกนี้ต่างเป็นลัทธิปรัชญาฝ่ายอาสติกะ คือ กลุ่มที่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์พระเวท
ลักษณะแนวคิดคำสอนของลัทธิเหล่านี้จึงยึดคัมภีร์พระเวทเป็นหลัก รายละเอียดดังนี้คือ
- ลัทธินยายะ -
"นยายะ" แปลว่า การโต้แย้ง ความหมายดังกล่าวบ่งชี้ว่า ลัทธินี้เป็นระบบปรัชญาที่ เน้นหนักไปในทางส่งเสริมสติปัญญา และเนื่องจากลัทธินี้เน้นหนักในเรื่องการใช้สติปัญญา วิเคราะห์ และการโต้แย้งเชิงตรรกะ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ตรรกศาสตร์" โดยปรมาจารย์ ผู้ก่อตั้งลัทธินี้มีชื่อว่า "โคตมะ" มีตำราหรือคัมภีร์ที่บรรจุคำสอนชื่อว่า "นยายะสูตร"
สำหรับหลักคำสอนที่สำคัญของลัทธินี้ คือ
"ชีวิตในโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ การเวียนว่ายตายเกิดเป็นการติดข้อง การหลุดพ้นจากทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิดเป็นโมกษะ"
การติดข้องหรือการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นเพราะ อวิทยา
ดังนั้นวิธีการทำลายการเวียนว่ายตายเกิดหรือการติดข้องจะต้องใช้ วิทยา
อันได้แก่ ความรู้แจ้งเกี่ยวกับความจริง เป็นเครื่องทำลายอวิทยา อันเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์นั้นเสีย
ชีวิตจึงจะ หลุดพ้นจากทุกข์ และ บรรลุภาวะโมกษะ ได้
----------------------------------------------------------------------------------
- ลัทธิไวเศษิกะ -
ไวเศษิกะมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตว่า "วิเศษะ" ที่แผลงมาเป็นไทยว่า "พิเศษ" ผู้ก่อตั้งสำนักนี้มีชื่อว่า "กนาทะ" มีตำราหรือคัมภีร์ที่บรรจุคำสอนและปรัชญาของลัทธินี้คือ "ไวเศษิกะสูตร"
หลักคำสอนที่สำคัญของลัทธินี้มีความคล้ายคลึงกับลัทธินยายะที่ถือว่า
การเกิดขึ้นหรือการเคลื่อนไหวเป็นไปของชีวิตนี้เป็นทุกข์ การติดข้องหรือการเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ร่ำไป
เป้าหมายสูงสุดของชีวิตจึงอยู่ที่การหลุดพ้นจากทุกข์
วิธีการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากทุกข์นั้น จะต้องหยุดทำกรรม หยุดสร้างบุญบาป วิญญาณก็จะหมดพันธะ
เมื่อวิญญาณหมดพันธะก็จะบริสุทธิ์ได้เอง และถึงโมกษะได้

----------------------------------------------------------------------------------

- ลัทธิสางขยะ -
คำว่า "สางขยะ" ในภาษาสันสกฤตแปลว่า "การนับหรือจำนวน"
ในภาษาบาลีตรงกับ คำว่า "สังขยา" มีความหมายเช่นเดียวกัน คือ การนับ จำนวน ผู้ก่อตั้งลัทธิคือ "กปิลดาบส"
หลักปรัชญาธรรมคำสอนของลัทธินี้ ได้แก่
1. สางขยะสอนว่า ชีวิตประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ ปุรุษะ ได้แก่ ตัวตนที่แท้จริง คือ จิต
หรือวิญญาณบริสุทธิ์เทียบเท่าได้กับชีวาตมันของปรัชญาอินเดีย
อีกส่วนหนึ่งคือ ประกฤติ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ
บางตำราเรียกว่า "ธรรมชาติ" ธรรมชาตินั้นคือต้นกำเนิดสรรพสิ่งของตัวมันเอง มิได้เกิดจากสิ่งใด เป็นสิ่งที่เกิดเองและมีอยู่เอง
สิ่งต่างๆทั้งหลายในโลกเรานั้นล้วนแต่มีประกฤติอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "การเกิด" ขึ้น
ส่วน "การดับ" นั้นเป็นภาวะที่สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงกลับไปสู่ประกฤติตามเดิม
2. สางขยะถือว่า ทั้งสองอย่างเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน ทั้งสองสิ่งนั้นเป็น ความจริงอันติมะ คือ เป็นความจริงอันสูงสุด เป็นสิ่งแท้จริง ดำรงอยู่ได้โดยลำพังตนเอง ดำรงอยู่เหนือความ เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง และเป็นนิรันดร
3. จุดมุ่งหมายสูงสุดของลัทธินี้คือ การหลุดพ้นจากทุกข์โดยการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น
เพื่อใช้เป็นเครื่องทำลาย "อวิชชา" หรือ "อวิทยา" อันเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์
และปุรุษะก็จะหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือ "ทุกข์" และเข้าสู่ "โมกษะ" ได้
----------------------------------------------------------------------------------
- ลัทธิโยคะ -   ผู้ก่อตั้งลัทธินี้มีชื่อว่า "ปตัญชลี"
คัมภีร์ หรือตำราทางวิชาการที่บรรจุคำสอนของลัทธินี้มีชื่อว่า "โยคะสูตร"

ความหมายของคำว่า "โยคะ" ตามทัศนะของผู้ก่อตั้งลัทธินี้หมายถึง
"วิธีการบำเพ็ญเพียรโดยควบคุมอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)...
...ปลดเปลื้องร่างกายและจิตจาก ความเศร้าหมองทั้งมวล"
ลัทธิโยคะ สอนว่า เป้าหมายทางสุดท้ายของชีวิต คือ ภาวะแห่งการบรรลุโมกษะ   หรือการที่ชีวาตมันไปรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ ปรมาตมัน   และบุคคลจะบรรลุโมกษะได้ด้วยการปฏิบัติตาม หลักแห่งโยคะ โดยเน้นที่การปฏิบัติ อันได้แก่ การกระทำ, ทำ และ ความภักดี
----------------------------------------------------------------------------------
- ลัทธิมีมางสา -  ปรมาจารย์ของลัทธินี้มีชื่อว่า "ไชมินิ"
ตำราหรือคัมภีร์ที่บรรจุคำสอนของลัทธินี้มีชื่อว่า "มีมางสาสูตร"
คำว่า "มีมางสา" นี้หมายถึง การพิจารณาสอบสวนพระเวทในตอนต้น อันได้แก่ พระเวท ตอนมันตระ และ พราหมณะ
หลักธรรมคำสอน ที่เป็นปรัชญาสำคัญของลัทธิมีมางสา คือ
การถือว่าการทำหน้าที่ที่ถูกต้องเรียกว่า "ธรรม"
ถ้าปราศจากการทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ ปัญญา ความสุข และ ความสำเร็จ แห่งชีวิตจะไม่เกิดขึ้นได้เลย
----------------------------------------------------------------------------------
- ลัทธิเวทานตะ -
"เวทานตะ" แปลว่า ที่สุดของพระเวทหรือสุดท้ายของพระเวท
คำว่า "เวทานตะ" มาจากคำสองคำรวมกัน คือคำว่า เวทะ + อันตะ
เวทะ แปลว่า ความรู้ ความฉลาด               อันตะ แปลว่า ที่สุด, สุดท้าย
เมื่อรวมกันเป็น เวทานตะ จึงมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า
"ความรู้อันสูงสุด หรือความรู้อันสุดท้าย" หรือ คัมภีร์อุปนิษัท นั่นเอง
ผู้ก่อตั้งลัทธินี้มีชื่อว่า "เวทานตะ" หรือ "พาทรายณ์" โดยมีหลักปรัชญาธรรมที่สำคัญ คือ
1. ความจริงแท้ของโลกและจักรวาลคือ พรหมัน
2. สรรพสิ่งทั้งหลายมาจาก พรหมัน เมื่อดับก็จะกลับไปสู่ พรหมัน
3. ความรู้ที่ถูกต้องแท้จริงต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับ พรหมัน และ อาตมัน
4. การเข้าถึง พรหมัน นั้นเรียกว่า การบรรลุโมกษะ
5. การที่จะเข้าถึง ภาวะแห่งโมกษะ ได้นั้น จะต้องปฏิบัติตามหลักแห่ง โยคะ อันประกอบด้วย อัษฎางคโยคะ

--------------------------------------------------------------------------------

                                                                                           อ้างอิง
Dissanayake, Wimal. 1987. in Kincaid, D. Lawrence. (ed). Communication theory: Eastern and western perspective. NY: Academic Press, INC., pp. 151-160
มนต์ ทองชัย. 2530. 4 ศาสนาสำคัญของโลกปัจจุบัน พราหมณ์-ฮินดู พุทธ คริสต์และ อิสลาม. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
วนิดา ขำเขียว. 2541. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ: เจนเดอร์เพรส.
อารี วิชาชัย. 2543. ปรัชญาธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ศรีนคริน
www.midnightuniv.org
http://my.dek-d.com/social_sw/story/view.php?id=321940